Posts filed under 'Health'

10 ข้อแนะนำ ป้องกันมะเร็ง

คน ส่วนใหญ่คิดว่าเราไม่มีทางป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งที่เป็นสาเหตุ
ของการตายสามารถควบคุมปัจจัยก่อโรคได้ 35 % ของคนที่เสียชีวิต จากโรคมะเร็งมีภาวะโภชนา
การที่ไม่ดีพอ อีก 30% มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ครั้งนี้เรามีแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงการ
เกิดโรคมะเร็งมาเพื่อคุณ

  1. หากคุณได้รับการตรวจร่างกาย จะด้วยตรวจประจำปี หรือเมื่อมีอาการไม่สบายใดๆ คุณ
    อย่าลืมที่จะบอกให้หมอทราบถึงประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัวของคุณ (ถ้ามี) เพราะ
    เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยและเกาะติดกับอาการที่อาจบ่งชี้ โรคได้ดีขึ้น และเท่า
    ทันหากว่าคุณมีโอกาสเสี่ยง
  2. หากว่าคุณเคยเป็นมะเร็งไม่ว่าที่ใดมาก่อน คุณก็มีโอกาสเป็นมะเร็งขึ้นมาได้อีกมากกว่า
    คนปกติ ดังนั้นต้องระวังเรื่องสุขภาพให้มาก โดยเฉพาะวิถีการใช้ชีวิต อาหารการกิน รวม
    ถึงจิตใจให้ผ่องใสสม่ำเสมอ
  3. ปรับปรุงเรื่องอาหารการกิน ซึ่งคุณต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่
    สามารถป้องกัน มะเร็งได้ แต่การกินอาหารไขมันต่ำ อาหารเส้นใยสูงอย่างผลไม้ ผัก
    หลายๆ ชนิด ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะที่มีวิตามิน
    เอ ซี อี และเบต้าแคโรทีนสูง อย่าลืมลดการกินอาหารย่างเกรียม เกลือ อาหารรมควันและ
    อาหารหมักดองลงด้วย
  4. ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์เป็นโทษโดยตรงที่ทำให้เกิดมะเร็งใน
    ช่องปาก มะเร็งกล่องเสียง คอหอย  หลอดอาหาร   ตับ  ลำไส้ และเต้านม    ดังนั้เพื่อจำกัด
    ความเสี่ยงคุณ  ควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์  หรือจะลองเริ่มต้นลดปริมาณดูก็ไม่ควรดื่มเกิน 4
    แก้วต่อสัปดาห์
  5. ลดน้ำหนักลง   เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งหลายชนิด   เช่น   มะเร็งมดลูก
    มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก
  6. หยุดสูบบุหรี่   เพราะยาสูบเป็นเหตุแห่งมะเร็งปอด  และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกล่อง
    เสียงมะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ไต ตับอ่อน
  7. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะทำให้ความเสี่ยงต่อ
    มะเร็งลดน้อยลง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
    ขึ้น ถ้าออกกำลังกายให้ได้ 5 วัน ต่อสัปดาห์จะดีเยี่ยม
  8. ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยเฉพาะใช้ครีมกันแดด SPF 25 ขึ้นไป และควรเลี่ยงแสงแดด
    ช่วงเวลาสิบโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็น
  9. หลีกเลี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อมลพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ใยหิน (Asbestos) และ
    Carcinogen   ที่ใช้กันในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน   สารเคมีที่ใช้ในบ้าน  เช่น  ยาฆ่า
    แมลงควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น
  10. คอยหมั่นสังเกตและตรวจความผิดปกติของร่างกายตัวเองเป็นประจำ และตรวจสุขภาพ
    ประจำทุกปี

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท

Add comment วันศุกร์ 13 กุมภาพันธ์ 2009

สารพันปัญหาเครียด และวิธีแก้ไข

ความเครียด เป็นอาการอีกอย่างหนึ่งที่วงการแพทย์หาคำจำกัดความมาอธิบายให้เข้าใจไม่ได้
ง่ายๆ เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดเครียดขึ้นมานั้นมีมากมายหลายรูปแบบ และแตกต่างกันออกไปใน
แต่ละคนบางเรื่องที่ทำให้บางคนต้องเครียดมาก อาจเป็นเรื่องชวนหัวสำหรับบางคนก็ได้ปฏิกิริยาที่
เกิดจากความเครียดของแต่ละ   คนก็ยังไม่เหมือนกัน   บางคนเครียดแล้วหน้าแดง   จะระบายออก
ด้วยการกินอาหารมากขึ้น ในขณะที่บางคนเครียดแล้วหน้าซีด หรือกินอะไรไม่ลงบางท่านบอกว่า
“ความบกพร่อง” ที่เกิดขึ้นภายในสภาพจิตใจหรือร่างกายจากหลายๆลักษณะ จนทำให้เจ้าตัวรู้สึก
เศร้าหมอง เป็นทุกข์ แล้วนำไปสู่ความเครียด เป็นคนขี้ตกใจ ขยายไปสู่โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ร่างการอ่อนแอ  รับเชื้อโรคต่างๆ  ได้ง่าย  ตั้งแต่หวัดธรรมดาไป
จนถึงเอดส์หรือมะเร็ง  รวมทั้งโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาที่เกิดจากภูมิคุ้มกันโรคผิดปกติ  อาทิ  โรคข้อ
อักเสบ โรคผิวหนังต่างๆ ฯลฯ ระบบการย่อยอาหารไม่ดี นอนไม่หลับ และสมองมึนชา คิดช้าแบบ
เดียวกับโรคพาร์กินสัน

ใน สหรัฐอเมริกา มีการสำรวจพบว่า ผู้หญิงอเมริกาเป็นโรคเครียดมากกว่าผู้ชายถึง 80 % และที่
น่าแปลกคือผู้หญิงเหล่านั้น   หาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยตัวเอง   ด้วยการค้นหาสาเหตุที่ทำ
ให้เครียดก่อน เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ตรงจุด ด้วยการช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ส่วนสาเหตุ
ใหญ่ที่ทำให้สตรี “เครียด” มากที่สุด สรุปรวมและแยกออกมาได้เป็น 6 กลุ่ม และมีคำแนะนำ วิธี
แก้ไขมาด้วย ดังนี้

  • เครียดจากการเดินทาง

จาก การสำรวจพบว่า การจราจรบนท้องถนนที่ติดขัด ฯลฯ รถขยับได้ทีละสองถึงสามคืบ ทำให้คน
เครียดมากที่สุด เพราะจะทำอะไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น จะเปลี่ยนไฟแดงเป็นไฟเขียวเองก็ไม่ได้ จะเปิด
ช่องทางจราจรใหม่เองก็ไม่ได้ แล้วจะทำยังไงดี ข้อแนะนำ คือ

  1. ใช้รถร่วมกัน  จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย   พบว่า   การมีเพื่อนนั่งรถร่วม
    ทางไปด้วยนั้น ช่วยลดความเครียดได้ ดังนั้น ควรหาเพื่อนบ้านที่เดินทางไปทำงานเส้นทาง
    เดียวกัน ใช้รถคันเดียวกัน โดยพลัดกันใช้รถของแต่ละคนสลับวันกัน เป็นการประหยัดค่า
    ใช้จ่ายไปในตัวด้วย 1.2 ใช้เวลาเดินทางให้เพลิดเพลิน ถ้าต้องขับรถคนเดียวควรเตรียม
    เทปหรือซีดีเพลงโปรดติดไปด้วย หรือจะหัดเรียนภาษาไปด้วยก็ได้ วิธีดังกล่าวจะทำให้เรา
    เพลิดเพลิน จนหมดความสนใจกับสภาพรถติดได้
  • เครียดเพราะหนี้

จาก การสำรวจของมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ระบุว่า ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตจะทำให้เป็นกังวลมากที่สุด
บอกให้ใครรู้ก็ไม่ได้ กลัวจะถูกมองว่าเป็นคนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย วิธีแก้ คือ

  1. ป้องกันด้วยยางรัด ใช้ยางรัดของธรรมดานี่แหละ รัดบัตรเครดิตที่มีอยู่ไว้ และเมื่อจะใช้
    ต้องแกะยางรัดออกก่อน ชั่วระยะเวลาไม่กี่วินาทีตอนแกะยางรัด ก็อาจทำให้คุณหยุดยั่ง
    คิดได้
  2. ขายของเหลือใช้ทิ้ง พิจารณาดูดีๆ เถอะ แล้วพบว่าในบ้านมีของที่ไม่ได้ใช้แล้วเยอะมาก
    คัดออกมารวมกัน แล้วนำไปขายให้หมด จะทำให้คุณได้เงินมาช่วยชำระหนี้ใบเสร็จต่างๆ
    ได้ไม่น้อย
  • เครียดเพราะนอนน้อย

การ ที่คิดโน่นคิดนี่ตลอดเวลาขณะนอน ทำให้นอนหลับยาก จากการสำรวจของหน่วยงานชื่อ
Better Sleep Council พบว่า 60 % ของชาวอเมริกัน เครียดเพราะนอนไม่เพียงพอ วิธีการ
แก้ไข คือ

  1. ต้องฝึกการหายใจ หลับตากำหนดลมหายใจเข้า – ออก ก่อนล้มตัวลงนอน และตลอดเวลา
    ของการนอน ถ้าทำแล้วจิตยังสับสนวุ่นวายอยู่ให้ลุกขึ้นมาแล้วเริ่มปฏิบัติใหม่ การกำหนดรู้
    ลมหายใจเข้า – ออก คือการฝึกสมาธิที่ทำให้สมองอยู่ในระบบและทำให้หลับง่ายขึ้น
  2. หรี่ไฟลงก่อนเวลาเข้านอน   ร่างกายของคนเรามีปฏิกิริยาง่ายมากกับแสงสว่าง  คือ  เมื่อมี
    แสงสว่างจะทำให้ตื่นตัวอยู่เสมอ   การนอนหลับสนิทจะเกิดเมื่อร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย
    ดังนั้นก่อนเวลาเข้านอน ควรหรี่ไฟหรือปิดไฟให้เหลือเพียงแสงสว่างนิดหน่อยเท่านั้น เพื่อ
    ปรับปฏิกิริยาของร่างกายก่อนสักครู่ แล้วจะทำให้หลับง่ายขึ้น
  • เครียดเพราะรับงานมากเกินไป

ผู้หญิง บางคนต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมอาหารให้ลูก พาลูกไปส่งโรงเรียน แล้วค่อยไปเผชิญกับ
งานในที่ทำงาน หรือกลับไปเจอกับงานหนักภายในบ้าน จากการสำรวจพบว่า ผู้หญิง 60 % บอกว่า
มีเวลาไม่พอที่จะทำงานประจำวันให้เสร็จหมด แล้วจะทำอย่างไร คำแนะนำ คือ

  1. ตั้งกฎทำงานแบบวันต่อวัน    ถ้ามีใครมาขอร้องคุณให้ไปช่วยทำอะไร   รีบบอกก่อนเลยว่า
    ขอให้คำตอบพรุ่งนี้ได้ไหม  ถ้าวันรุ่งขึ้นคุณมีเวลาพอจึงค่อยรับปาก อย่ารับในทันที  เพราะ
    เมื่องานเกิดล้นมือ ทำไม่ทัน แล้วจะทำให้คุณเครียด
  2. ทำงานแบบช่วยกันหลายคน อาจมีภาระทำงานพิเศษอื่นๆ อย่ารับงานที่ต้องรับผิดชอบคน
    เดียว  ควรจะทำงานที่ต้องทำร่วมกับคนอื่นอย่างน้อย  2-3  คนขึ้นไป   จำไว้ว่าต้องทบทวน
    ก่อนทุกครั้งในการรับงาน
  • งานล้นมือ ต้องแอบเอาไปทำต่อที่บ้าน

เลิก งานแล้วคุณต้องหอบเอกสารเข้ากระเป๋ากลับไปทำต่อที่บ้านอีกไหมครึ่งหนึ่งของ พนักงาน
บริษัทบอกว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในการทำงานไม่ใช่เพราะมีเวลาไม่พอหรอก แต่เพราะไม่รู้จะทำ
อย่างไรให้ดีต่างหาก ทำให้เครียด มีทางแก้ไข คือ

  1. ลำดับความเร่งด่วนของงาน มีเจ้าของธุรกิจส่วนตัวคนหนึ่งบอกว่าให้ระบุงานที่ต้องทำออก
    มา แล้วพิจารณาความเร่งด่วน กาหรือขีดเส้นใต้งานที่เห็นว่าต้องทำให้เสร็จทันทีไว้ 3 งาน
    และอีก 2 งาน ยังอาจเก็บเอาไว้ทำต่อพรุ่งนี้ได้ ส่วนอีกงานหนึ่งรอไปทำอาทิตย์หน้าก็ยัง
    ทัน ฯลฯ แล้วคุณจะพบว่า คุณก็สามารถทำงานทุกอย่างได้เสร็จ และทันเวลา
  2. จัดรวบรวมเอกสารที่ต้องทำเตรียมไว้ จากการสำรวจพบว่า การนำงานกลับไปทำต่อที่บ้าน
    เป็นสาเหตุทำให้คนเราเบื่อ    แทบไม่อยากไปทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น   แทนที่จะหอบงานที่
    เหลือไว้เข้ากระเป๋ากลับบ้านไปด้วย ควรใช้เวลา 2-3 นาทีก่อนเลิกงาน จัดการกับกองเอก
    สารที่ค้างอยู่ ซึ่งต้องทำต่อในวันพรุ่งนี้ ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้กลับบ้านได้อย่างสบายใจ
    พอวันรุ่งขึ้น กลับมาทำงานใหม่ จะได้หยิบงานที่เตรียมไว้นั้น ทำต่อได้ทันที
  • ไม่มีเวลาให้กับตัวเอง

ผู้หญิง บางคนรู้สึกว่า แทบไม่มีเวลาเหลือเป็นของตัวเอง กลับถึงบ้านก็ต้องยุ่งกับภาระในครอบ
ครัววุ่นอยู่กับสามีและลูกๆ   ขอให้คิดอีกด้านหนึ่งว่าโชคดีแล้วที่คุณยังมีครอบครัวไว้ให้ดูแลแต่
อย่างไรก็ตาม “ผู้หญิง” ก็ยังต้องการมีเวลา “เติมชีวิต” ให้กับตัวเองบ้าง แล้วจะทำอย่างไร

  1. คุยกับเพื่อน จากการสำรวจของมหาวิทยาลัย ยู ซี แอล เอ พบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่จะ
    อารมณ์ดีและหายเครียดเมื่อได้คุยกับเพื่อน ได้อยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง เพราะสมองได้
    ระบายฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ออกไปช่วยให้จิตใจสงบ การที่โทรศัพท์คุย
    กับเพื่อนจึงสามารถช่วยได้
  2. เตรียมเวลาของตัวเองไว้ มีหนังสือดีๆ ไว้ใกล้ๆตัว ที่จะแนะนำให้คุณรู้จักสิ่งดีๆ เกี่ยวกับ
    ผู้หญิง เช่น รู้จักทำอาหารรับประทานเอง ดังนั้นเวลาที่สามีกำลังเพลิดเพลินดูกีฬาหน้าจอ
    ทีวี อย่าได้คิดว่าเขา “ทอดทิ้ง”คุณ แต่นั้นคือเวลาที่คุณจะฉวยเอามาทำประโยชน์ให้ตัวเอง

จิตแพทย์ท่านหนึ่งแนะนำวิธีลดความเครียดไว้ง่ายๆ ว่าให้ยึดหลัก “I AM”

I คือ Ignore ไม่สนใจไยดีกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไร้สาระ
A คือ Accept ยอมรับในสิ่งที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
M คือ Move on ก้าวไปข้างหน้า อย่าจมปลักอยู่กับความทุกข์

ก็เห็นจะจริงเราะสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่มีอาการเครียดมากกว่าผู้ชาย สาเหตุหนึ่งก็คือ ชอบคิด
หรือทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่นั่นเอง

บทความจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท

Add comment วันจันทร์ 9 กุมภาพันธ์ 2009

ทำไมต้องหลับ

ทำไมต้องหลับ

เป็น ที่ทราบกันดีแล้วว่า การนอนหลับสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์ ในช่วงที่หลับนี้ร่างกายมีการเคลื่อน
ไหวน้อย พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อข้อต่อต่าง ๆ จะลดลง แต่ร่างกายใช้ช่วงเวลา
นี้ในการซ่อมแซมสิ่งต่าง ๆ ที่สึกหรอ และเตรียมอวัยวะต่าง ๆ ให้พร้อมสำหรับวันใหม่  ถ้าเราติด
ตามเกณฑ์เฉลี่ยว่า มนุษย์นอนวันละ 7-8 ชั่วโมง เราจะพบว่าเราใช้เวลาประมาณ หนึ่งในสาม
ของชีวิตสำหรับการนอนทีเดียว

จาก การศึกษาในทางการแพทย์พบว่า การนอนหลับของมนุษย์ในแต่ละคืนตั้งแต่หลับจนตื่นนั้น
ประกอบด้วยการหลับหลาย ระดับ ซึ่งดูได้จากการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองในระหว่างหลับ
พอหลับก็จะเข้าช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างเร็ว ซึ่งช่วงนี้จะสัมพันธ์กับการฝัน แล้วการ
หลับก็จะค่อย ๆ หลับลึกลงจากที่เรียกว่าระดับ 1 ถึงระดับ 4 เป็นระดับที่หลับลึกที่สุด หรือเราเรียก
ว่าหลับสนิทที่สุดอยู่ระยะหนึ่ง   แล้วก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากระดับ 4 ขึ้นไปสู่ระดับ 1 ในช่วงนี้อาจจะ
เข้าสู่ช่วงฝัน ซึ่งในช่วงนี้ตกใจตื่นหรือไม่ตื่นก็ได้

ก็วนกลับมาสู่ระดับ 4 อีก  คืนละ   3-4 รอบ   จนกระทั่งตื่นในเด็กจะมีช่วงหลับสนิทประมาณคืนละ
3-4 รอบ รวมเวลาช่วงหลับสนิทประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อคืน

ส่วนในคนสูงอายุ ช่วงที่หลับสนิท หรือที่ทางหมอเรียกว่าหลับลึกถึงระดับ 4 นั้น จะลดลงมากหรือ
เหลืออยู่น้อยมาก  และ ผู้สูงอายุจะตื่นบ่อย พอตื่นแล้วก็หลับยากและหลับตื้น ๆ ในบางรายผู้สูง
อายุมาบอกว่ารู้สึกเหมือนไม่ได้นอนเลยตลอดคืน พอเป็นอย่างนี้หลาย ๆ คืนเข้าก็ทำให้เพลียโผ
เผไม่มีแรง  เกิดอาการวิตกกังวลซ้อนขึ้นมาอีกว่าอาจจะเป็นโรคโน้น  โรคนี้เลยยิ่งทำให้นอนไม่
หลับมากขึ้น  วนเวียนกันอยู่เช่นนี้  พอมีคนไข้มาพบหมอและบ่นว่านอนไม่หลับ  หมอจะต้องพยา
ยามถามประวัติและลักษณะของการนอนไม่หลับนั้น เพื่อจะวินิจฉัยให้ได้ว่าการนอนไม่หลับนั้น
เกิดจากการมีโรค หรือไม่มีโรค   การ นอนไม่หลับที่มีโรคมาเกี่ยวข้องด้วยเป็นต้นว่า คนไข้มีการ
อักเสบของท่อทางเดินปัสสาวะ หรือปัสสาวะลำบากออกทีละน้อย ทำให้มีปัสสาวะค้างในกระเพาะ
ปัสสาวะมากกว่าปกติ หรือในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี พวกนี้ต้องลุกมาปัสสาวะบ่อย พอ
กลับไปนอนก็หลับยาก พอเคลิ้ม ๆ จะหลับก็ปวดปัสสาวะอีกเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดคืน คนไข้บางคน
มีโรคข้อ โรคหัวใจอยู่ด้วย และมักจะมีอาการมากขึ้นหรือกำเริบในตอนกลางคืน คนไข้บางคนอ้วน
มาก ลงนอนพอจะหลับลิ้นก็ตกลงไปปิดทางเดินหายใจส่วนต้นทำให้หายใจไม่สะดวก จึงต้องตื่น
ขึ้นมา ในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมจะมีการนอนหลับที่ผิดปกติเป็นทั้งแบบหลับยากหรือหลับ ช้า หรือ
อาจจะเป็นชนิดที่นอนช่วงสั้น ๆ ตลอดวันตลอดคืน ถือว่าพวกนี้ลักษณะการนอนจะกลับไปสู่แบบ
เหมือนเมื่อครั้งยังเป็นทารก พวกนี้เป็นกลุ่มที่มีโรคทางกาย

การ หลับเป็นกลไกของร่างกายและสิ่งมีชีวิตที่จะต้องปรับเซลล์ ปรับสารเคมีในร่างกาย กำจัด
ของเสียต่าง ๆ ออกให้หมดสิ้นเพื่อพร้อมในการมีกิจกรรมและใช้พลังงานในวันต่อมา หากนอน
ไม่หลับต้องหาสาเหตุและปรับปรุงแก้ไขที่สาเหตุ การซื้อยานอนหลับ หรือยากล่อมประสาทมา
รับประทานเป็นเพียงการแก้ไขอาการ ซึ่งจะบดบังสาเหตุไปเสียหมดได้ จึงไม่ควรกระทำในเบื้อง
ต้น แต่หากได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่าควรใช้ ก็สมควรใช้ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เหมาะสม

ข้อมูลจากบทความหมอสุรพงศ์ โรงพยาบาลพยาไท

1 comment วันศุกร์ 6 กุมภาพันธ์ 2009

โรคไขมันในตับ

โรค…ไขมันในตับ ก่อให้เกิดการอักเสบ การอักเสบของตับแบบเช็คร่างกายเจอ แบบไม่มีอาการ
และ ไม่รู้ต้องทำอย่างไรดี
โดย น.พ. ระพีพันธุ์  กัลยาวินัย ผู้เชี่ยวชาญแผนกทางเดินอาหาร และ โรคตับ ร.พ. พระรามเก้า
กระแสการรักสุขภาพ  และ  กลัวว่าจะเจอโรคอะไรที่ไม่รู้ตัว หรือ รู้แล้ว ก็รักษาไม่ทัน  นำมาซึ่ง
การเช็คร่างกาย หรือ แม้แต่บางบริษัทรักพนักงานมาก ก็จะให้เช็คเลือดดูตับกันทุกปีเลยทีเดียว
ข้อสงสัยอันดับแรก ๆ  ก็คือเมื่อเช็คแล้วตับอักเสบเป็นอะไร   อันตรายมั้ย  บางคนเรียกว่าตับอัก
เสบเป็นเพื่อน มีมาอยู่นาน และ ไม่รู้ว่ามีอันตรายไหม หรือ จัดการอย่างไร วันนี้เรามาดูกลุ่มที่เช็ค
เลือดแล้วบังเอิญเจอว่า ตับอักเสบกันดีกว่าครับ ผมจะตั้งเป็นลักษณะถามตอบ ตามคำถามที่พบ
บ่อย หรือ โดนถามบ่อยดังนี้นะครับ

1. พบตับอักเสบโดยบังเอิญ เกิดจากอะไร, ผมไปเช็คร่างกายมาพบเอ็นไซม์ขึ้น แพทย์บอกว่ามี
ตับอักเสบ เกิดจากสาเหตุอะไร ทำอย่างไรดี ?
ตอบ การที่มีเอ็นไซม์ตับสูงขึ้น (SGPT, SGOT) กรณีไม่มีสาเหตุอื่น เกือบทุกคนเกิดจากตับอัก
เสบครับ และอย่างที่ทราบมาก่อนว่าตับอักเสบมักยังไม่มีอาการใด ๆ ให้เรารู้ตัวมาก่อนในระยะ
แรก เมื่อมีอาการก็มักเป็นมากแล้วครับ ประมาณว่าเมื่อตับอักเสบเสียหายไปแล้ว เกินครึ่งจึงจะ
เริ่มมีอาการครับ เกิดตับเราเสียไปแล้ว 49 % ก็เลยยังไม่รู้ตัว ต้องให้เช็คเลือดเจอ แล้ว หมอมา
บอก ก็ไม่เชื่ออีกว่าไม่เป็นไร รอไปนิด เกิดเสียไปครึ่งแล้ว จึงมีภาวะ การทรุดตัว หรือ พบโรคตับ
โดยไม่รู้ตัวกันมากครับ
- พบว่าตับอักเสบส่วนใหญ่มักเป็นแค่ชั่วคราวไม่ต้องตกใจไปครับ สาเหตุที่ตับอักเสบชั่วคราวได้
แก่ เหล้า การกินยาที่มีผลต่อตับ ติดเชื้อเช่นกลุ่มไวรัส ไข้เลือดออก ไข้รากสาด ก็ตับอักเสบได้
ครับ กรณีพบตับอักเสบครั้งแรกอย่าเพิ่งตกใจครับ ให้ตรวจติดตามไปอีกครั้งหนึ่ง  ถ้ายังอักเสบ
ต่อเนื่องควรหาสาเหตุเพิ่มเติมครับ
- ส่วนคนที่หายอักเสบในครั้งที่ 2 ก็อย่าเพิ่งสบายใจ 100 % เพราะมีสาเหตุตับอักเสบบางอย่าง
ที่มีลักษณะหลอกว่าเราหายอักเสบไปพักหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วการอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ ได้แก่
1.1 การอักเสบจากไวรัสซี และไวรัสบีบางอย่าง (กลุ่ม precore mutant และ core promo-
tor) ถ้าเรามีความเสี่ยงต่อการติดต่อไวรัสซี หรือไวรัสบี เช่น เคยใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้นเลือด
เคยรับเลือด เกร็ดเลือด หรือน้ำเหลืองมาก่อน เคยสักยันต์ เคยโดนเข็มไม่สะอาดเตรียมใส่ตุ้มหู
หรือ แลกการใช้ตุ้มหูกับคนอื่น ปัญหาเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ประวัติครอบครัวเป็นโรคตับไม่
ว่าจะมะเร็ง ตับแข็ง หรือ ตับอักเสบ ก็ควรเช็คไวรัสตับอักเสบเพิ่มเติมไปเลยจะดีกว่าครับ (ตรวจ
เลือดที่เรียกว่า HBsAg, Anti HBc, Anti HCV)
1.2 โดนวางยาพิษ ดื่มเหล้า กินยา สมุนไพร อาหารบางอย่างเช่น แกงขี้เหล็กที่ทำไม่สุก ให้ทบ
ทวนดูนะครับ กรณีกินยา แม้กินมานาน ก็อาจมีตับอักเสบได้ครับ ให้นำยาดังกล่าวปรึกษาแพทย์
2. ไปเช็คร่างกายมาพบว่ามีค่าเอ็นไซม์ตับ  SGOT และ SGPT  สูงกว่าปกติ   แพทย์บอกว่ามีการ
อักเสบของตับ แต่ไม่มีไวรัสตับอักเสบทั้งไวรัส บี และ ไวรัสซี เป็นโรคอะไร ต้นเหตุคืออะไร ควร
ตรวจอะไรเพิ่มเติมครับ ?
ตอบ ในปัจจุบันพบว่ามีการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี    เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย   รวมทั้งบาง
บริษัทเองก็เป็นห่วงสุขภาพของพนักงานจัดตรวจให้ฟรีเลยก็มี ในการตรวจมักมีการตรวจในส่วน
การทำงานของตับร่วมด้วย เมื่อพบว่ามีค่า SGOT และ SGPT สูงกว่าปกติ เป็นการบ่งบอกว่าคุณมี
ตับอักเสบครับ ถ้าแยกโรคหลัก ๆ ในเมืองไทยออกไป ดังนี้
2.1 แยกภาวะตับอักเสบจากไวรัสบี และ ซีออกก่อนนะครับ กลุ่มนี้จะเป็นมะเร็งตับแทรกซ้อนง่าย
กว่าด้วย
2.2 ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ สารกลุ่มที่มีแอลกอฮอล์
2.3 กินยาที่ทำให้ตับอักเสบ ยาบำรุงบางอย่างทานแล้วเกิดการแพ้แบบตับอักเสบก็มีครับ
2.4 กินอาหารที่มีพิษต่อตับ เช่น เห็ดบางอย่าง แกงขี้เหล็ก ถูกวางยาพิษ ยาเสน่ห์ ก็พบผู้ป่วยตับ
อักเสบจากสาเหตุนี้ โดยไม่รู้ตัวก็พบได้เรื่อย ๆ ครับ
2.5 ไวรัสตับอักเสบฉับพลัน หรือ เรื้อรัง เช่นไวรัส เอ บี ซี ดี อี เอช
2.6 นิ่ว หรือ ฝีในตับ
2.7 มีการติดเชื้อที่มีตับอักเสบชั่วคราว หรือ เรื้อรัง ร่วมด้วย เช่น วัณโรค โรคเอดส์
2.8 พบว่าหลังแยกสาเหตุด้านบนออกไปหมดจากการซักประวัติ และ ตรวจเลือดเพิ่มง่าย ๆ แล้ว
ที่เหลือในคนไทยแทบไม่มีโรคอื่นอีกเลย เพราะโรคแปลก ๆ ไม่ค่อยพบในคนไทย ได้แก่
2.8.1 โรคที่มีเหล็ก ทองแดงในตับ, น้ำย่อยในตับผิดปกติ
2.8.2 ภูมิต้านทานต่อตับตัวเอง พบน้อยมาก
2.8.3 กลุ่มอักเสบไม่หายไปเองจึงมีโอกาสเป็น “โรคตับอักเสบจากไขมัน” โรคนี้มากที่สุด
3. เกิดจากอะไร พบโรคนี้ได้บ่อยมากไหม
ตอบ พบว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีการกระจายหรือมีการสะสมไขมันมาที่ตับมากกว่าคนอื่น และ ใน
คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่ง ก่อให้เกิดการระคายเคืองอักเสบเรื้อรัง (ขณะที่บางคนมีแต่ไขมันไม่มีการอัก
เสบใด ๆ เลย)  ถ้าปล่อยให้อักเสบไปนาน ๆ  คนที่มีโรคนี้  อาจทำให้เกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
ด้วย พบว่าโรคนี้อาจพบเป็นสาเหตุได้บ่อยถึง 60 % ของตับอักเสบเลยถ้าเราแยกโรคที่พบบ่อย
คือตับอักเสบจากสุรา และยาออกไปแล้ว
ประมาณว่าพบโรคนี้ได้บ่อยมาก คือพบได้ร้อยละ 1-4 ของประชากรโลกเลย ยิ่งถ้าอ้วน หรือ
อ้วนเร็วก็พบเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นตามครับ การศึกษาคนอ้วนจนต้องพิจารณาผ่าตัดรักษามีอักเสบ
จากโรคนี้ถึง 26 % ครับ และ พบในชิ้นเนื้อตับในการศึกษาในประชากรประเทศอเมริกาถึง 7-9
%, มักพบในคนวัยกลางคน แต่อาจพบได้ในเด็ก (มักในเด็กอายุมากกว่า 10 ปี) และพบในเพศ
หญิงมากกว่าชาย   (ในเมืองไทยยังไม่มีการศึกษาดูอุบัติการของโรคนี้อย่างจริงจังนัก   ยังไม่
ทราบตัวเลขที่แน่นอน)

4. สาเหตุ และทางแก้ไขสาเหตุโรคนี้ที่อะไรบ้างครับ
ตอบ
หลังแยกสาเหตุการอักเสบทุกอย่างในตับไปแล้ว การพบไขมันในตับแล้วเกิดการอักเสบ
ร่วมด้วย ควรแยกกลุ่มที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบซี เหล้า และ ภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wil
son’s Disease) ออกไปก่อน แม้ 2 กลุ่มนี้จะมีไขมันในตับเหมือนกัน แต่การรักษาและการแนะ
นำต่างกันมากส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดไขมันสะสมในตับอื่น ๆ คือ ภาวะอ้วน ไขมัน
ในเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) (พบในคลอเรสเตอรอลสูง
ด้วย), เบาหวาน และอาจพบในรายที่อดอาหารมาเป็นเวลานาน หรือ ได้รับอาหาร หรือ น้ำตาล
ทางเลือดเป็นเวลานาน   รวมทั้งยาบางอย่าง   (amiodarone, tamoxifen,  perhexilene
maleate, glucocorticoids, ฮอร์โมนเช่น synthetic estrogens และ ยาฆ่าแมลง) ก็ทำ
ให้เกิดไขมันสะสมในตับได้ อย่างไรก็ตามพบว่า เกือบประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่มีไขมันสะ
สมในตับจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงดัง กล่าวข้างต้น
แพทย์บางท่านอาจอธิบายผู้ป่วยเบาหวาน ถึงรายละเอียดคำว่า มีแนวโน้มที่จะมีภาวะที่ร่างกาย
ดื้อต่ออินซูลิน ( Insulin Resistant Syndrome) ซึ่งก็คือผู้ป่วยที่มักจะมีอาการโดยรวมต่อ
ไปนี้ คือ
1. อ้วน
2. เป็นเบาหวาน
3. มีไขมันในเลือดสูง
4. มีความดันโลหิตสูง
จะพบได้มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมคั่งในตับเลยทีเดียว
5. จะมีอาการอย่างไรบ้าง
ตอบ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไร แต่ในบางรายอาจจะมีอาการปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา
และอาจมีอาการเพลียไม่ค่อยมีแรงทำงานโดยเฉพาะในรายที่มีตับแข็งร่วมด้วยแล้ว ผู้ป่วยอาจมี
ตับโตจนคลำได้แต่มักจะไม่โตมากนัก  ในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของตับร่วมด้วยจะมีค่า   SGOT
และ SGPT สูงขึ้นเล็กน้อยจนถึงปานกลาง (ประมาณ 60-120 IU\L)
6. โรคนี้อันตรายไหม
ตอบ เนื่องจากเดิมเราไม่มีความรู้กันด้านโรคตับอักเสบจากไขมันกันครับ เรียกว่าหมอรุ่นก่อน ๆ
ไม่ได้เรียนรู้หรือสอนกันด้านโรคนี้ หรือ ไม่รู้จักโรคนี้กันเลยก็มากครับ ปัจจุบันในช่วง 5 ปีหลังนี้
พอเราศึกษามากขึ้นเราก็มารู้ทีหลัง   ว่าน่าตกใจเพราะเกิดโรคตับแทรกซ้อนได้ครับ  โดยทั่วไป
แล้วส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมในตับ จะมีการดำเนินโรคที่ช้ามาก ตับของผู้ป่วยมักจะยัง
คงทำงานปกติได้ดีอยู่    ไม่ค่อยมีการดำเนินกลายไปเป็นตับแข็ง   แม้อักเสบเป็นเวลาหลายปี
อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยบางรายที่ตับจะมีการอักเสบ มีการทำลายเซลล์ตับไปอย่างต่อเนื่อง ทำ
ให้เกิดผังพืดขึ้นในตับ จนท้ายที่สุดเป็นตับแข็งได้ ถ้าให้ขู่ก็ต้องบอกละครับว่าส่วนใหญ่ดำเนิน
โรคแบบไวรัสตับอักเสบบีเลยที เดียว คือ ตับแข็ง และ มะเร็งครับ
- ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ตับอักเสบดำเนินไปจนเกิดโรคตับ คือ
1. อายุมากว่า 40 ปี
2. มีเบาหวาน
3. มีไขมันในเลือดสูง
4. พบว่ามีผังพืดในตับจากการเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ และ
5. ในผู้ป่วยที่มีค่า SGOT สูงกว่า SGPT ในเลือด ก็อาจจะเป็นตัวช่วยบ่งชี้ว่า มีผังพืดในตับเยอะ
พอสมควร หรือมีตับแข็งแล้ว
- การดำเนินโรคเป็นดังนี้
การอักเสบดีขึ้นเองราว 3 % ยังคงที่อยู่ 54 % และแย่ลง 43 % สรุปคือมีมากกว่าครึ่งที่ตับอักเสบ
อย่างนั้นแต่ไม่ได้แย่ลง แต่มีบางคนแย่ลงจนเกิดภาวะตับแข็งได้ด้วย พบว่าใน 7 ปี เกิดตับแข็ง
ประมาณ 8 – 26 %
- ความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งจะมากขึ้นถ้า เป็นเบาหวานเพศหญิง ในคนอายุมาก
- ผู้ป่วยตับแข็งจะมีอาการ เลือดออกในหลอดอาหาร ขาบวม ท้องโตขึ้น สับสน หรือ ตัวตาเหลือง
ได้ บางรายอาจต้องถึงกับต้องพิจารณาเปลี่ยนตับ หรือ เกิดมะเร็งแทรกซ้อนได้ด้วย และอาจมีโอ

กาสเสียชีวิตจากโรคตับได้ถึงร้อยละ 9 ในเวลา 10 ปี
- แต่ถ้าเอาให้ง่ายเข้า เมื่อรักษาได้ ทำไมต้องเสี่ยงจริงไหมครับ รักษากันดีกว่าครับ

7. ภาวะไขมันสะสมคั่งในตับ ในกรณีเช็คร่างกายพบ แต่ไม่มีการอักเสบ มีอันตรายหรือไม่
ตอบ ไม่ต้องกลัวนะครับ ถ้าพบแต่ไขมันแต่ไม่อักเสบคือมีค่า SGPT ปกติ ถือเป็นคนปกติไม่มีอัน
ตรายใด ๆ
สรุปคือภาวะไขมันสะสมคั่งในตับอาจแบ่งได้เป็น  4   ชนิดโดยแบ่งตามพยาธิสภาพของชิ้น
เนื้อตับดังนี้
1. ชนิดที่มีแต่ไขมันสะสมคั่งในเซลล์ตับอย่างเดียว โดยการตรวจพบในอัลตร้าซาวน์หรือคอม
พิวเตอร์ แต่ไม่มีการอักเสบของตับร่วมด้วย โดยดูจากเลขค่าการอักเสบตับ ที่เรียกว่าค่า SGPT
ปกติดี ภาวะนี้เรียกว่า ไขมันในตับ ไม่เกิดการอักเสบ
2. ชนิดที่มีไขมันสะสมคั่งในเซลล์ตับ ร่วมกับมีการอักเสบของตับเล็กน้อย
ทั้ง 2 ชนิดแรกมักจะปกติ โอกาสเกิดปัญหาภายหลัง นับเป็น สิบ ๆ ปี ก็มักไม่เป็นไร ไม่มีอันตราย
ใด ๆ สรุปคือพบไขมันในตับจากอัลตร้าซาวน์อย่างเดียวแต่ไม่มีการอักเสบใด ๆ โดยดูจากผล
เลือด SGPT ปกติ ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่กรณีที่เป็นแบบ
3. ชนิดที่มีไขมันสะสมคั่งในเซลล์ตับ และมีการบวมโตอักเสบของเซลล์ตับร่วมด้วย
4. ชนิดสุดท้าย จะเป็นแบบชนิดที่ 3 แต่นานไป เกิดมีการตายของกลุ่มเซลล์ตับ และอาจเริ่มมีพัง
ผืดในตับ หรือเริ่มตับแข็งร่วมด้วยแล้ว
ในชนิดที่ 3 และ 4 นั้น จะมีการอักเสบค่า SGPT หรืออาจเริ่มตรวจร่างกายพบโรคตับโดย
แพทย์ จะมีการดำเนินโรคจนเกิดตับแข็งหรือมะเร็งได้ ซึ่งต้องรักษาครับ ตามที่แนะนำในคำถาม
ข้อ 6 และ 7 นั่นเองครับ
8. จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้
ตอบ การวินิจฉัยไขมันสะสมในตับทำได้โดย พบตับอักเสบ ร่วมกับ
ตรวจเลือดดูปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด (ซึ่งบางคนไม่มีปัจจัยเสี่ยง) ร่วมกับ
ตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อยเช่น ไวรัสตับอักเสบบี, ซี, โรคทองแดงในตับ
หรือ ต้องยืนยันว่าไม่ดื่มเหล้า ยา, สมุนไพรต่าง ๆ เป็นต้น   คือแยกโรคตับอักเสบอื่น ๆ   ออกไป
ก่อน ถ้าสงสัยว่าเป็นไขมันสะสมในตับ การตรวจอัลตราซาวด์ (หรืออาจตรวจด้วยคอมพิวเตอร์
หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดูตับก็วินิจฉัยได้ แต่ราคาแพงกว่า) ดูตับก็สามารถช่วยบ่งบอกได้ในบาง
รายแต่ไม่ทุกรายบางคนการตรวจเหล่านี้เป็น   ปกติก็เป็นโรคนี้ได้และในกรณีที่มีข้อบ่งชี้   (ควร
ลองรักษาก่อนพักหนึ่ง ถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องพิจารณาเจาะตับร่วมด้วย) การเจาะเอาเนื้อตับมาตรวจ
ก็สามารถยืนยันภาวะไขมันสะสมในตับว่าไม่ใช่โรคอื่น และยังสามารถประเมินความรุนแรงของ
โรคได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการพยากรณ์การดำเนินโรคด้วย สุดท้าย บางคนอาจลองรักษาภาวะ
ตับอักเสบจากไขมันดู ถ้าได้ผลอาจไม่จำเป็นต้องไปเจาะตับครับ

9. จะรักษาได้อย่างไร
ตอบ หลักการในการรักษาไขมันสะสมในตับที่สำคัญคือ
- การควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอ้วนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน  ซึ่ง
การควบคุมอาหารนั้น ไม่ใช่ควบคุมเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูงแต่จำเป็นต้องควบคุมอาหารที่มีแป้ง
และน้ำตาลสูงร่วมด้วย เพราะการรับประทานแป้งและน้ำตาลมากเกินไปจะมีผลทำให้ไขมันสะสม
อยู่ในตับเพิ่มมากขึ้น (ไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์ สร้างจากแป้งและน้ำตาลได้ด้วย ซึ่งเป็นไขมันที่คั่ง
ในตับคือ โรคนี้เป็นไขมันชนิดนี้ เป็นส่วนใหญ่)
- อาหารกลุ่มไขมันที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไขมัน เนื้อติดมัน คอหมู เครื่องใน หนัง ไข่แดง หอย
ปลาหมึก กุ้งตัวใหญ่ หัวกุ้ง น้ำมันหอย น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ข้าวผัด ผัดขี้เมา กะทิ
เครื่องแกง แกงเขียวหวาน เนย ครีม ไอศกรีม เค๊ก ช๊อคโคแลต
- นอกจากนี้ควรหมั่นออกกำลังกาย  เพื่อช่วยลดน้ำหนัก  ซึ่งการออกกำลังกายภายนอกจากจะมี
ผลดีต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังช่วยละลายไขมันออกจากตับ อย่างไรก็ตามข้อควรระวังในการ
ลดน้ำหนัก คือ ไม่ควรลดลงเร็วเกินไป เกินกว่า 2 ก.ก./เดือน (คือประมาณ 15 %) และไม่ควรลด
น้ำหนักด้วยการลดอาหาร การลดน้ำหนักลงเร็วเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบรุน
แรง และอาจเกิดตับวายได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไขมันในเลือดสูงก็ควรจะรักษาควบคุมระดับไขมันให้
อยู่ในเกณฑ์ปกติ  เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ควร   ควบคุมรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ใน
เกณฑ์ปกติ ส่วนยาที่ใช้รักษาไขมันสะสมในตับ ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน
ขั้นตอนของการศึกษา
ในปัจจุบันยาที่จัดว่ามีข้อมูลการศึกษาพอควร คือ
1. ยา กระตุ้นให้ insulin ทำงานดีขึ้น (Insulin sensitizing agent) ได้แก่ยา เบาหวานกลุ่ม
Metformin, และยากลุ่ม  Thiazolidinediones (ผลทั้งกระตุ้นระบบ insulin PPAR และลด
การอักเสบผ่านสารที่เรียกว่า cytokine)ได้แก่ troglitazone, pioglitazone, rosiglitazone
2. ยาลดไขมัน พบว่าได้ผล ไม่แน่นอน บางคนก็ดีขึ้น บางคนก็ลดเฉพาะไขมัน ตับยังอักเสบ แต่
ส่วนใหญ่เมื่อดูผลชิ้นเนื้อด้วย ยังไม่สามารถลดการอักเสบในชิ้นเนื้อตับได้ชัดเจนนักครับ
3. Ursodeoxycholic Acid UDCA ซึ่งเป็นเกลือของกรดน้ำดี ซึ่งมีข้อมูลบ่งว่า UDCA อาจ
ช่วยลดการอักเสบของตับและทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ขนาดที่ใช้ในการรักษาคือ 12-15
มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งต้องรับประทานระยะยาว เป็นเวลาประมาณ1 ปี
4. วิตามินอี ซึ่งจัดเป็น anti-oxidative stress อันเป็นกลไกที่สำคัญของการเกิดตับอักเสบ
และการตายของเซลล์ตับ ก็เป็นยาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งมีการศึกษาบ่งชี้ว่า อาจจะมีประโยชน์ในการรัก
ษาตับอักเสบจากไขมันสะสมในตับ โดยเป็นการศึกษาในเด็ก แต่รับประทานในขนาดสูงมากคือ
800-1,600 มิลลิกรัมต่อวัน
5. Silymarin เป็นยาที่สกัดมาจากดอก Milk Thrisld (จาก สก็อตแลนด์) มีฤทธิ์เป็น anti-
oxidative stress เช่นกัน และอาจช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินลงได้ โดยควรใช้ขนาดสูงเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีการศึกษายาตัวใหม่ๆ อีกหลายตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม anti-oxidative
stress ซึ่งคงมียาใหม่ ๆ ที่ได้ผลในอนาคตมากกว่านี้
6. ในรายที่ตับแข็ง หรือ ตับวายต้องรักษาตับแข็ง ร่วมด้วย และพิจารณาเปลี่ยนตับด้วย ให้อ่าน
เพิ่มในหัวข้อตับแข็ง และ การเปลี่ยนตับครับ
7. เริ่มมีข้อมูลที่ใช้สารป้องกัน และ รักษาอนุมูลอิสระเพิ่ม สารต้านการทำลายตัวเอง (Anti-
oxidant)
8. ยา Probucol ดูแล้ว นอกจากลดไขมันได้ดีแล้ว ยานี้สามารถลดอนุมูลอิสระได้ด้วย พบว่าได้
ผลทั้งลดไขมันและ ลดตับอักเสบจากภาวะนี้ได้ดีครับ คงต้องรอการศึกษายืนยันมากขึ้นครับ ดู
แล้วน่าสนใจดีครับ
สรุปแล้วภาวะตับอักเสบแบบไม่มีอาการ (หรือบางคนปล่อยไปจนตับแข็งไปแล้ว) อย่าปล่อยไว้
เมื่อเรารักษาได้  และ  ไม่ต้องเสี่ยงจากโรคตับเพิ่มขึ้น  จะปลอดภัยกว่าครับ  ปรึกษากับแพทย์
ประจำตัวคุณดูครับ

ข้อมูลจากบทความสุขภาพ โรงพยาบาลพระรามเก้า

Add comment วันจันทร์ 2 กุมภาพันธ์ 2009

หลักในการเลือกเครื่องช่วยฟัง

เครื่องช่วยฟัง คือ อะไร ?
เครื่องช่วยฟังก็คือ เครื่องขยายเสียง ขนาดเล็ก นิยมใช้กับคนที่มีปัญหาในการรับฟังเสียง ประ-
กอบไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่นไมโครโฟน ลำโพง และเครื่องขยายเสียง ปัจจุบันมี
หลายรูปแบบและมีการพัฒนาคุณภาพให้ดีมากขึ้น
วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการเลือกเครื่องช่วยฟังก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้การได้ยินที่เหลือ
อยู่ (residual hearing) ให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด ได้เครื่องที่มีเสียงรบกวนน้อยที่สุด ซึ่งจะ
ส่งผลให้การฟังเข้าใจคำพูดดีขึ้น   มีความเพี้ยนของเสียงที่ได้ยินน้อยลง   เครื่องช่วยฟังที่มีราคา
แพงที่สุดไม่ใช่จะดีที่สุดสำหรับท่านเสมอไป สิ่งสำคัญที่จะพิจารณา ต้องขึ้นอยู่กับประเภท และ
ระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินเป็นหลัก
สาเหตุที่การเลือกและการลองเครื่องช่วยฟังมีความจำเป็นเนื่องจาก

  1. มีความแตกต่างกันระหว่างเครื่องช่วยฟังแต่ละเครื่อง
  2. ระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยินแต่ละคนแตกต่างกัน รวมถึงปฏิกิริยา ระหว่าง
    ผู้ป่วย   กับเครื่องช่วยฟัง  ที่มาจากความแตกต่างกันในเรื่องของลักษณะ   ทางกายวิภาค
    (Anatomy ของหู และ Canal resonance)
  3. ประสิทธิภาพของเครื่องแต่ละเครื่อง แต่ละยี่ห้อ
  4. การปรับแต่งเสียงให้เหมาะกับระดับการได้ยินและความต้องการของผู้ป่วยแตกต่างกัน
  5. ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย

หลักในการเลือกเครื่องช่วยฟังมีดังนี้ คือ

  1. ประเภทและระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน
    ก่อนการใส่เครื่องช่วยฟังทุกครั้งควรได้รับการตรวจวัดระดับการได้ยินก่อน เพื่อประเมิน
    ความผิดปกติ เพราะความผิดปกติบางประเภทสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการกินยา หรือ
    การผ่าตัด   นอกจากนี้ระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน   จะเป็นตัวบอกกำลัง
    ขยายของ เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมได้ดีที่สุด
  2. รูปแบบ
    ในปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีหลายรูปแบบ ได้แก่ แบบกล่อง แบบทัดหลังหู และแบบใส่ใน
    ช่องหู
    แต่ละแบบจะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้

แบบกล่อง

ข้อดี

  • ปุ่มควบคุมมีขนาดใหญ่
  • กำลังขยายสูง ดูแลง่าย
  • ใช้ถ่านไฟฉายธรรมดา หาซื้อง่าย
  • ราคาถูก

ข้อเสีย

  • เสียงรบกวนมาก
  • ไม่เป็นธรรมชาติ สายรุงรัง
  • เครื่องขนาดใหญ่มองเห็นง่าย

แบบทัดหลังหู (Behide The Ear, BTE)
ข้อดี

  • ขนาดเล็ก กระทัดรัด สวยงาม
  • คุณภาพเสียงดี
  • เครื่องใส่ในหูซึ่งเป็นตำแหน่งที่
  • เป็นธรรมชาติที่สุด

ข้อเสีย

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินระดับรุนแรง
  • ใช้ถ่านเครื่องช่วยฟังเท่านั้น
  • ถ่านมีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น
  • ถ่านขนาดเล็กเปลี่ยนถ่านบ่อยกว่า
    (ประมาณ 5-10 วัน / ก้อนขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่อง )
  • ราคาแพง
  1. ระบบคุณภาพเสียง
    มีทั้งแบบธรรมดา (Analogue) และ   แบบดิจิทอล (Digital)Analogue   เป็นระบบการ
    ขยายเสียงที่เป็นมาตรฐานทั่วไปคือขยายทุกเสียงที่ผ่านเข้ามา  จึงอาจจะก่อให้เกิดความ
    รำคาญสำหรับผู้ที่ใช้งานได้ โดยเฉพาะถ้าอยู่ในที่มีเสียงรบกวน Digital เป็นพัฒนาการล่า
    สุดของเครื่องช่วยฟัง   สามารถขยายเสียงพูดได้ชัดเจน   ลดเสียงรบกวนได้มากกว่า และ
    สามารถปรับแต่งเสียงได้ตามความต้องการ
  2. กำลังขยาย
    ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยฟังระบบใดก็ตาม ควรเลือกเครื่องที่มีกำลังขยายเพียงพอ กับความ
    ต้องการของผู้ใช้
  3. งบประมาณ
    เครื่องช่วยฟังยิ่งมีขนาดเล็ก คุณภาพเสียงดี ยิ่งมีราคาแพง

การเลือกหูเพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง
ปัจจุบันการได้ยินเสียงยึดหลักว่าได้ยิน 2 หู ดีกว่าการได้ยินหูเดียว โดยการใส่เครื่องช่วยฟัง 2 หู
จะมีประโยชน์ดังนี้

  1. ช่วยให้เกิดความสมดุลของการรับฟังและสามารถ แยกทิศทางของเสียงได้ดีขึ้น
    (Balance hearing – Localizing sound)
  2. สามารถแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีเสียงรบกวน
    (Speech discrimination score ดีขึ้น)
  3. ใช้ความดังลดลง
  4. คุณภาพเสียงดีขึ้น เพราะมีความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
  5. รู้สึกผ่อนคลายเพราะไม่ต้องคอยตั้งใจฟังหรือหันหูข้างที่ใส่เครื่องเข้าหาคู่สนทนา
  6. หูทั้ง 2 ข้างได้ใช้งานเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตามบางครั้งผู้ที่สูญเสียการได้ยิน ทั้ง 2 ข้างบางรายอาจไม่มีความจำเป็น ต้องใส่
เครื่องช่วยฟัง ทั้ง 2 หู ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกว่าจะใส่เครื่องช่วยฟังในหูข้างใด ที่จะทำให้ท่าน
ได้ประโยชน์ที่สุด และประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด ก่อนการตัดสินใจ นอกจากนี้เพื่อให้ท่านได้
รับประโยชน์สูงสุด จึงควรขอรับการบริการจากโรงพยาบาล ที่มีความพร้อมให้การบริการเฉพาะ
ทาง   จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะวินิจฉัยว่าท่านมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่
เนื่องจาก   ผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินบางประเภทสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่ต้องใส่
เครื่องช่วยฟัง นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลควรมีเครื่องช่วยฟังหลากหลายยี่ห้อ ให้ท่านทดลองฟัง
โดยต้องไม่ยึดติดกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง เพื่อให้ท่านมีโอกาสเลือก และเปรียบเทียบคุณสมบัติของ
เครื่องช่วยฟัง  ก่อนการตัดสินใจ  และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือคุณสมบัติของผู้ให้บริการ  ต้องเป็นผู้มี
ความรู้โดยตรง

ข้อมูลจากข่ารสารเพื่อสุขภาพ โรงพยาบาล ตา หู คอ จมูก

1 comment วันศุกร์ 30 มกราคม 2009

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

ปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ในปัจจุบันผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่าในปี 2563
จะมีประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี อยู่ราว 1 ใน 6  ของประชาการทั้งหมด  เนื่องมาจากคนไทยมี
อายุยืนยาวขึ้น   ดังนั้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้จะช่วยทำให้การมีอายุยืน
ยาวมีความสุขทั้งทางกาย  ใจ  และอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม   กล่าวคือเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
ประโยชน์ในสังคมและอย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า   การมีชีวิตยืนยาวแต่ต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับ
ความเจ็บป่วย ทำให้เพิ่มเวลาของความทุกข์และภาวะจำทน

การเปลี่ยนแปลง
ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อมีอายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ในวัยเด็กจะมีความเจริญ
มากกว่าความเสื่อม กล่าวคือร่างกายจะขยายขนาดทั้งความสูงและน้ำหนักตัว ส่วนผู้สูงอายุความ
เสื่อมของร่างกายจะมีมากกว่าความเจริญ  ทำให้อวัยวะต่างๆ   ของร่างกายทั่วไปอ่อนแอและเกิด
โรคง่าย   แต่อย่างไรก็ตามความเสื่อมหรือการเปลี่ยนแปลงจะแตกต่างกันในแต่ละคน  ขึ้นอยู่กับ
เชื้อชาติ กรรมพันธุ์ วิถีการดำรงชีวิต อาหารการกิน สภาพเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น

ปัญหาที่พบได้บ่อยๆ ในผู้สูงอายุและการแก้ไข

  1. กระดูกหักง่าย เนื่องจากความเสื่อมของกระดูก กระดูกบางที่พบบ่อยคือ กระดูกสะโพก
    ต้นขา ข้อมือ และกระดูกสันหลัง
    การแก้ไข โดยดื่มนม กินปลาเล็กปลาน้อยอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ควรดื่มสุราเพราะทำให้
    สูญเสียแคลเซียมในกระดูกมาก ทำให้กระดูกผุ เปราะ เสื่อมเร็ว
  2. สายตาไม่ดี เกิดจากเลนส์ตาแข็งตัว   ยืดหยุ่นไม่ดี  การปรับภาพจะน้อยลง  จึงเห็นภาพ
    ไม่ชัด
    การแก้ไข โดยสวมแว่น
  3. หูตึง เกิดจากระบบประสาทเสื่อมถอย ประสาทการได้ยินของหูเสื่อม
    การแก้ไข ควรพบแพทย์
  4. ฟันไม่ดี ฟันลดลง   ปากแห้ง  การได้กลิ่นและรับรสเสีย  ทำให้กินอาหารไม่ได้ กินช้าลง
    กินได้น้อย
    การแก้ไข ควรปรึกษาทันตแพทย์ และต้องเลือกอาหารที่เคี้ยวง่าย
  5. เป็นลมบ่อย เกิดจากการปรับตัวของความดันเลือดไม่ดีขณะเปลี่ยนท่าทาง ความดันเลือด
    จะลดลงอย่างรวดเร็ว
    การแก้ไข นอนหมอนสูงเล็กน้อย  ค่อยๆ  ลุก  เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว   และออกกำลัง
    กายสม่ำเสมอ
  6. เรอบ่อย จากท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย เนื่องจากการบีบตัวของหลอดอาหารลดลง
    น้ำย่อยออกน้อย เกิดลมในกระเพาะ
  7. ท้องผูก เกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อลำไส้ การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง ทำให้
    กากอาหารเคลื่อนตัวมาสู่ลำไส้ส่วนล่างช้า  การแก้ไข   รับประทานอาหารย่อยง่าย  ออก
    กำลังกายสม่ำเสมอ
  8. อาจเป็นเบาหวาน เพราะเนื้อเยื่อของร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินที่
    ออกมาจากตับอ่อนได้เพียงพอ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง
    การแก้ไข ควบคุมอาหารหวานจัด
  9. หูรูดเสื่อม ท่อปัสสาวะเสื่อมในผู้ชายจากต่อมลูกหมากโต ผู้หญิงจะมีมดลูกหย่อนดึงกระ
    เพาะปัสสาวะลงมา ทำให้ปัสสาวะบ่อย
    การแก้ไข กรณีเป็นมากอาจต้องพบแพทย์
    หลงลืมบ่อย   เนื่องจากเซลล์สมองเสื่อม  เซลล์สมองลดลงมีการตายของเซลล์  และไม่
    เกิดใหม่
    การแก้ไข ควรรวมกลุ่มวัยเดียวกันมีกิจกรรมร่วมกัน ไม่แยกตัวทำงานที่เป็นประโยชน์
    สังคม จะช่วยให้ความจำดีขึ้น
  10. หัวใจ และหลอดเลือด เกิดภาวะหลอดเลือดเสื่อม หลอดเลือดแข็งตัว โดยเฉพาะหลอด
    เลือดเล็กๆ ที่เลี้ยงไต สมอง หัวใจ หัวใจต้องทำงานหนักจึงเหนื่อยง่าย
    การแก้ไข กินอาหารที่เหมาะสมให้ครบ 5 หมู่ ควรระวังอย่าให้อ้วนเกินไป หลีกเลี่ยง
    อาหารไขมันจากสัตว์และกะทิ อาหารรสหวานจัด ควรกินข้าวกล้อง ปลา จะย่อยง่าย ผัก
    ผลไม้ ถั่ว
  11. ปัญหาอารมณ์ เกลียด เครียด กังวล โกรธ มีผลต่อร่างกาย ขณะมีอารมณ์ดังกล่าว ต่อม
    หมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนออกมาทำให้มีอาการใจสั่น น้ำตาลสูงขึ้นและทำให้เป็นโรคกระ
    เพาะอาหารลำไส้
    การแก้ไข ผู้ใกล้ชิด ลูกหลาน ควรให้ความรักความเข้าใจ เอาใจใส่ดูแลให้ความเคารพ
    นับถือ จะช่วยให้ปัญหาทางอารมณ์ในผู้สูงอายุลดลง

การปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุ

  1. ดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย
    ให้เพียงพอ  ครบ  5  หมู่  ละเว้นอาหารที่ไม่มีประโยชน์  และอบายมุข เช่น เหล้า บุหรี่ ยา
    เสพติด เที่ยวกลางคืน เป็นต้น ออกกำลังกายให้พอเหมาะ ไม่ให้เหนื่อยเกินไป ควรออก
    กำลังกายอย่างสม่ำเสมอ   อย่างน้อยสัปดาห์ละ  3  ครั้ง พักผ่อนให้เพียงพอ  วันละ 6-8
    ชั่วโมง
  2. ด้านจิตใจและสังคม รักษาจิตใจให้สบาย มีหลักยึดมั่นในศาสนา พบปะสังสรรค์กับผู้อื่น
    ตามความเหมาะสม และทำงานเพื่อประโยชน์ของตนเองและสังคมที่ไม่หนักเกินไป เช่น
    การไปฟังธรรม การเข้าสมาคมบำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น

มี ความสุขในครอบครัว ความรักในผู้สูงอายุมิได้หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างเดียว แต่หมาย
ถึงการมีคู่ไว้ช่วยคิด ปรึกษาหารือ ปรับทุกข์ซึ่งกันและกัน แต่ในบางคู่อาจมีเพศสัมพันธ์ได้ตาม
ความเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ และถ้าอยู่ในขอบเขตเป็นที่ยอมรับของสังคมจะเป็นยาอายุ
วัฒนะ ทำให้ชะลอความแก่ได้เหมือนกัน

ผู้สูงอายุจะมีชีวิตยืนยาวนั้น   มักพึงพอใจที่จะอยู่กับลูกหลาน  ได้เห็นความเจริญก้าวหน้าของลูก
หลานด้วย

การบริหารร่างกาย
การบริหารร่างกายในผู้สูงอายุมีความสำคัญ ทำให้ปอด หัวใจ กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงอยู่เสมอ
การบริหารร่างกายต้องใช้เวลานานพอควร ไม่ใช่ทำเพียงครั้งสองครั้งแล้วจะได้ผลเลย การเริ่มต้น
ออกกำลังกายต้องทำทีละเล็กละน้อย  ให้ร่างกายปรับตัวไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  การมีจิตใจ
เป็นสมาธิ   ไม่ฟุ้งซ่านขณะบริหาร  ร่างกายจะทำให้ได้ผลมากขึ้น  การบริหารร่างกายโดยทั่วไปที่
สามารถทำได้คือ

  • บริหารโดยการหายใจ
    หายใจเข้าทางจมูกช้าๆ จนสุด ทำให้ หายใจออกทางปากช้าๆ ทำหน้าท้อง
    ท้องโป่งออก ให้แฟบลง ปล่อยตัวตามสบาย
  • ท่าบริหารผ่อนคลายสายตา
    ศีรษะตรง มองเพ่งไปข้างหน้า กลอกตาไป ซ้าย ขวา บน ล่าง
  • ท่าบริหารคอ
    ก้มศีรษะช้าๆ เงยหน้าขึ้นให้ศีรษะตรง เอียงคอไปข้างใดข้างหนึ่ง หมุนคอช้าๆ
  • ท่าบริหารไหล่และแขน
    1. นั่งห้อยแขนลงข้างลำตัว แกว่งแขวนทั้งสองข้างไปข้างหน้าหมุนเป็นวงกลม 3-5
      รอบ หมุนย้อนทางเดิม 3-5 รอบ
    2. กางแขนออกให้เสมอไหล่ หมุนแขนเป็นวงกลมจากวงเล็กค่อยๆ ใหญ่ขึ้น หมุน
      3-5 รอบ หมุนย้อนทางเดิม 3-5 รอบ

การบริหารร่างกายโดยใช้การเดิน เดินอย่างไรจึงจะเรียกว่า เดินเพื่อสุขภาพ

  1. เดินให้เร็ว ก้าวขายาวๆ แกว่งแขนให้แรง เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานมากๆ
  2. เดินติดต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 30 นาทีในแต่ละครั้ง
  3. เดินให้ได้สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-5 ครั้ง
    ถ้าเดินแล้วยังไม่เหนื่อยพอต้องเพิ่มความเร็วหรือแกว่งแขนให้มากขึ้น

การ บริการร่างกายในผู้สูงอายุยังมีอีกมาก อาจใช้วิธี ชกลม ถีบจักรยานอากาศ วิ่งเหยาะๆ ฯลฯ
ตามความชอบ   ความเหมาะสม   ผู้ที่มีความเจ็บป่วยอยู่   การออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์
ก่อนเสมอ


ข้อมูลจากสาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ โรงพยาบาลรามาธิบดี

Add comment วันจันทร์ 26 มกราคม 2009

ดูแลจิตใจอย่างไร ไม่ให้เป็นโรคซึมเศร้า

“เอ” หญิงไทยวัย 40 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลด้วยอาการปวดศีรษะ
และนอนไม่หลับ หลังจากแพทย์ได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียดไม่พบความผิดปกติใด ๆ และ
กำลังจะสั่งยา เอก็เริ่มร้องไห้และเล่าว่าเธอกำลังมีปัญหาครอบครัว แพทย์จึงได้แนะนำให้เธอ
มาพบจิตแพทย์ หลังจากเอได้คุยกับจิตแพทย์นานประมาณครึ่งชั่วโมง ทำให้เข้าใจว่าอะไรที่
เป็น สาเหตุทำให้เธอนอนไม่หลับและมีอาการปวดศีรษะ นอกจากอาการดังกล่าวแล้วยังพบว่าเอมี
อาการอื่นๆ มากกว่านั้น เช่น อารมณ์เศร้า ร้องไห้คนเดียวเกือบทุกคืนมากว่า 2 สัปดาห์ เอเหนื่อย
ไม่อยากทำอะไร เบื่ออาหารจนน้ำหนักลด 3-4 กิโลกรัม ใน2-3 เดือนที่ผ่านมา     ท้อแท้  จนบาง
ครั้งคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เพราะสามีที่แต่งงานกับเธอมากว่า 10 ปี
จนมีลูกด้วยกัน 2 คน กำลังนอกใจเธอ กลับบ้านดึก ไม่สนใจเธอกับลูกเหมือนก่อน

เอ ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคซึมเศร้า และได้รับการรักษาด้วยยาต้านซึมเศร้าและการทำจิตบำบัด
แบบประคับประคอง  สัปดาห์ละ  1 ครั้ง 3  สัปดาห์ผ่านไปเธอเริ่มดีขึ้น  นอนหลับได้ รับประทานอา
หารได้ อารมณ์แจ่มใสขึ้น มีสมาธิสามารถทำงานได้เหมือนก่อน และรู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า โดย
เฉพาะกับลูกที่น่ารักทั้ง 2  คนของเธอ หลัง จากนั้น  สามีเธอมาพบจิตแพทย์ด้วยได้พูดคุยยอมรับ
ในความผิดพลาด และรับปากจะเลิกกับผู้หญิงอีกคนให้เด็ดขาด   โดยบอกว่าช่วงหนึ่งเวลาที่ทั้งคู่มี
ให้กันเริ่มน้อยลง  จากที่ทั้งคู่ต้องทำงานและดูแลลูก  จนลืมดูแลตัวเองและคนรักไป  สถานการณ์
ในครอบครัวเริ่มดีขึ้น  จนกลับมามีความสุขเหมือนเดิม  เอรับประทานยาตามที่จิตแพทย์สั่งจนครบ
6 เดือน ระหว่างรักษาเธอเปลี่ยนความคิดและ  พฤติกรรมหลายอย่าง  รวมทั้งมีการควบคุมอารมณ์
ที่ดีขึ้น

โรคซึมเศร้า คืออะไร
โรค ซึมเศร้า  เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง  ที่มีอาการเด่นในด้านอารมณ์  เช่น  อารมณ์เศร้า และ
ความเหนื่อยหน่าย  ไม่มีความสุข ร่วมกับอาการอื่น ๆ ตามเกณฑ์วินิจฉับยของสมาคมจิตแพทย์
อเมริกาดังต่อไปนี้
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า มีอาการดังต่อไปนี้ 5 อาการหรือมากกว่า ได้แก่

  1. มีอารมณ์ซึมเศร้า (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดก็ได้)
  2. ความสนใจหรือความเพลินใจในกิจกรรมต่างๆ แทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก
  3. น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมี
    การเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารมาก
  4. นอนไม่หลับหรือหลับมากไป
  5. กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  6. อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง
  7. รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินควร
  8. สมาธิลดลงใจลอย หรือลังเลใจไปหมด
  9. คิดเรื่องการตาย คิดอยากตาย
    * ต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ
    * ต้องมีอาการเป็นอยู่นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และต้องมีอาการเหล่านี้อยู่เกือบตลอดเวลา
    แทบทุกวัน ไม่ใช่เป็นๆ หายๆเป็นเพียงแค่วันสองวันหายไปแล้วกลับมาเป็นใหม่

โรคซึมเศร้า แตกต่างจากภาวะซึมเศร้าอย่างไร
คำว่า “โรค”บ่งว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้อาการ
ทุเลาต่างจากภาวะอารมณ์เศร้าตามปกติธรรมดาที่ถ้าเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวคลี่คลายลงหรือมีคน
เข้าใจเห็นใจ อารมณ์เศร้านี้ก็อาจหายได้  ถ้า เกิดการสูญเสีย ย่อมต้องมีภาวะซึมเศร้าเป็นธรรมดา
ถ้าใครสูญเสียคนที่เป็นที่รัก เช่น  คุณพ่อ คุณแม่  แล้วไม่เศร้าคงไม่ใช่คนปกติธรรมดาทั่วไป  ผู้ที่
ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านอกจากมี   อารมณ์ซึมเศร้าร่วมกับอาการต่างๆ  แล้วการทำงานหรือการประ
กอบกิจวัตรประจำวันก็แย่ลงด้วยคนที่เป็นแม่บ้านก็ทำงานบ้านน้อยลง หรือมีงานบ้านคั่งค้างคนที่
ทำงานนอกบ้านก็อาจขาดงานบ่อยๆ จนถูกเพ่งเล็งเรียกว่าตัวโรคทำให้การประกอบกิจวัตรประจำ
วันต่างๆ  บกพร่องลง คน ที่เป็นโรคซึมเศร้า  ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นเป็นคนอ่อนแอ  แกล้งเป็น
เพื่อขอความเห็นใจ แต่เขาเป็นจริงๆ ทำให้ไม่มีแรง ไม่มีกำลังที่จะแก้ไขปัญหาได้ คนที่ไม่เป็นโรค
อาจจะไม่เข้าใจผู้ป่วย หรืออาจเข้าใจในทางที่ผิดว่าทำไมแกล้งทำ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นยากเลยที่จะ
แก้ปัญหา แต่ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา ได้รับความเข้าใจจากคนรอบข้างก็จะมีอาการดีขึ้น และหาย
จากโรคได้

โรคซึมเศร้า พบได้มากน้อยแค่ไหน
จากการสำรวจที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า โอกาสที่จะพบคนที่เป็นโรคซึมเศร้ามีถึงร้อยละ 10-
25 ในผู้หญิง  และร้อยละ  5-12  ในผู้ชาย  และในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งหมด สองในสามเคยพยา
ยามทำร้ายร่างกายตัวเองมาก่อน และร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเสียชีวิตเพราะทำร้าย
ตัวเองสำเร็จ จากตัวเลขดังกล่าว  จะเห็นว่า โรคซึมเศร้า ไม่ใช่เรื่องเล็ก เรีองไกลตัวอีกแล้วนะครับ

โรคซึมเศร้า มีสาเหตุมาจากอะไร
สาเหตุภาวะซึมเศร้าเกิดจากหลายสาเหตุแต่ละสาเหตุจะมีผลกระทบซึ่งกันและกันสาเหตุของภาวะ
ซึมเศร้าที่ได้มีการศึกษาค้นพบประกอบด้วย

  1. สาเหตุทางพันธุกรรม พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณี
    ของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลายๆ ครั้ง และภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นครั้งแรกในวัยเด็กหรือวัยรุ่น
    การศึกษาเด็กที่พ่อแม่มีภาวะซึมเศร้า พบว่ามีอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้าสูงกว่าเด็กทั่วไป
    ในทำนองเดียวกันการศึกษาญาติของเด็กที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้า   พบว่ามีอัตราการป่วย
    ด้วยโรคซึมเศร้าสูงกว่าญาติของเด็กทั่วไป
  2. สาเหตุทางสังคม   ปัจจัยเสี่ยงทางจิตสังคมหลายอย่างเป็นสาเหตุให้เด็กเกิดโรคซึมเศร้า
    โดยเฉพาะการเลี้ยงดูในวัยเด็ก การที่เด็กมีแม่ที่มีปัญหาทุกข์ใจเลี้ยงดูลูกได้ไม่ดี หรือมี
    ครอบครัวที่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง ปัญหาเศรษฐกิจและที่อยู่อาศัย ทำให้เด็กมีความ
    เสี่ยงที่จะเกิดโรคซึมเศร้า ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆได้แก่ เหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้นกะทันหัน เช่น
    การเสียชีวิตหรือการหย่าร้างของพ่อ แม่ และเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตที่เรื้อรัง เช่น การถูก
    กระทำทารุณทางร่างกายและทางเพศ การถูกทอดทิ้ง
  3. กลไกทางจิตใจ มีทฤษฏีหลายทฤษฏีที่พยายามอธิบายสาเหตุของภาวะซึมเศร้า เช่น
    ทฤษฎี learned helplessness ซึ่งอธิบายว่าการที่เราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งรอบตัวที่ไม่
    ดี หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ  อาจทำให้ขาดแรงจูงใจ เฉยชา และซึมเศร้าได้    อีกทฤษฎีได้
    แก่ทฤษฎีทางความคิดที่เป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้าว คนที่มีความคิดในทางลบเกี่ยวกับ
    ตัวเอง โลก และอนาคต มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้า กลไกทางจิตใจอื่นที่มีการศึก
    ษา พบว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้าในเด็ก  ได้แก่   ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า
    ไร้ความสามารถ และไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน
  4. กลไกทางชีววิทยา การสังเกตยาที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการค้นพบยาที่รักษาโรค
    ซึมเศร้านำไปสู่สมมติฐานของสารสื่อประสาทในสมอง ที่ว่าภาวะซึมเศร้าเกิดจากสารดัง
    กล่าวลดลง เป็น  ที่มาของคำว่าสารเคมีในสมองไม่สมดุล การรับประทานยาต้านซึมเศร้า
    ก็เพื่อไป ปรับสารเคมีดังกล่าวให้กลับสู่ภาวะสมดุลได้อย่างรวดเร็วซึ่ง  สัมพันธ์กับกับอา
    การต่างๆที่ดีขึ้น เช่น อารมณ์ ความอยากอาหาร การนอน ฯลฯ

โรคซึมเศร้า เป็นแล้วหายขาดได้หรือไม่
ปัจจุบัน เชื่อว่าโรคซึมเศร้า เป็นโรคที่มีลักษณะเรื้อรังนั่นคือ หลังจากหายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็น
ซ้ำได้อีก โดยมีการคาดการณ์จากองค์การอนามัยโลกว่า ในปี ค.ศ. 2020 โรค ซึมเศร้า จะทำให้
เกิดภาระต่อผู้ที่เจ็บป่วยและญาติ เช่น ต้องสูญเสียรายได้เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้  การต้อง
ได้รับการดูแลจากคนใกล้ชิด ก็ถือเป็นภาระของผู้ดูแล โดยเป็นโรคที่เป็นภาระรุนแรงเป็นอันดับ 2
รองจากโรคหัวใจ จึง มีการพยายามรณรงค์ป้องกัน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยกลับเป็นซ้ำโดยการรับประทาน
ยาตามกำหนดระยะเวลาที่แพทย์ สั่งจะช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่าผู้ป่วยที่หยุดการรักษา
เมื่อยัง ไม่ครบระยะเวลาในการรักษา

โรคซึมเศร้า รักษาอย่างไร
2 วิธีสำคัญ ได้แก่การรักษาด้วยยา และการทำจิตบำบัด โดยการรักษาที่ถูกต้องจะนำไปสู่การป้อง
กันการกลับเป็นซ้ำได้ดีกว่า

  1. การรักษาด้วยยาจาก การค้นพบว่าในกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้า มีสารเคมีในสมองที่มีความ
    ผิดปกติไป และหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาแล้วเมื่อสารเคมีกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นำไป
    สู่อาการที่ดีขึ้น การรักษาด้วยยาจึงเป็นวิธีหลักที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ทุเลาจากอา-
    การได้อย่างรวดเร็ว  กว่าผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยา ใน อดีต  ยาที่ใช้ในการรักษามีผล
    ข้างเคียงมาก ทำให้การรักษาไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ปัจจุบัน  มียาที่ผลิตออกมา
    ใหม่ ที่มีผลข้างเคียงน้อยมาก  ทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาได้อย่างต่อเนื่อง  นำไป
    สู่ผลการรักษาที่ดีกว่าสมัยก่อนมาก  การ  รักษาด้วยการช็อกไฟฟ้า  ก็เป็นอีกวิธีการรักษา
    ที่ปลอดภัย และได้ผลดีในรายที่มีอาการรุนแรง มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองรุนแรง แต่
    ไม่เป็นที่นิยม ด้วยทัศนคติ ความกลัวว่าเป็นวิธีการที่อันตราย ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
  2. การรักษาด้วยจิตบำบัดนอกเหนือจากการักษาด้วยยาแล้วการ ได้พูดคุยกับจิตแพทย์ก็ถือ
    เป็นการรักษาอีกทางที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น การทำจิตบำบัดมีหลายแบบ อาจเป็นแค่การ
    ทำจิตบำบัดแบบประคับประคองอาการ   หรือถึงขั้นการทำจิตบำบัดเพื่อเปลี่ยนความคิด
    เปลี่ยนพฤติกรรม นำไปสู่ทักษะการแก้ปัญหาที่ดี การมองโลกในแง่บวกและป้องกันการ
    กลับเป็นซ้ำได้

ดูแลจิตใจอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า
หลังจากเรารู้จักโรคซึมเศร้ามากพอควรแล้ว หมอขอแนะนำ 9 วิธีดูแลจิตใจเพื่อให้ตัวเองห่างไกล
จากการเป็นโรคซึมเศร้าให้มากที่สุด

  1. รู้จักตัวเอง การ รู้จักตัวเอง พูดง่ายแต่ทำยาก ต้องค้นให้เจอจริงๆ ว่าเราเป็นคนอย่างไร มี
    จุดอ่อน จุดแข็งในตัวเองอย่างไร มีความภาคภูมิใจอะไรบ้างในตัวเอง การที่เรายิ่งรู้จักตัว
    เองดีเท่าไร ก็จะทำให้เราหลีกเลี่ยงการเผชิญในสถานการณ์ที่จะทำให้เราผิดหวังเสียใจ
    ได้หรือเตรียมรับมือกับมันได้
  2. ศาสนา เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีทุก ศาสนาล้วนสอนให้เราเป็นคนดี และสอนให้เรามี
    ความสุข การมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจย่อมเป็นเครื่องป้องกันชิ้นดีที่จะทำ ให้เรา
    ปราศจากความทุกข์ได้
  3. ครอบครัว คือ สิ่งที่รักเรามากที่สุด ไม่มีใครจะรักเราเท่ากับครอบครัวของเราอีกแล้ว โดย
    เฉพาะคุณพ่อคุณแม่ของเรา เวลาผิดหวังเสียใจ หลายๆคนทิ้งเราไป แต่ครอบครัวจะไม่มี
    ทางทิ้งเราเสมอ เมื่อเรามีความสุข ก็อย่าลืมนึกถึง แบ่งปันความสุขให้ครอบครัวบ้าง
  4. เพื่อนคำ ว่าเพื่อน ฟังแล้วอบอุ่นเสมอ คือคนที่เข้าใจเรา เป็นที่ปรับทุกข์ให้เราได้อีกทาง
    นอกจากครอบครัว   เมื่อเรามีความสุขดี แบ่งปันความสุขให้เพื่อนบ้าง อย่าเก็บไว้คนเดียว
    คบเพื่อนให้มากๆ อย่าแยกตัวอยู่คนเดียว
  5. งานอดิเรก เป็นสิ่งจำเป็นทีเดียว หางานอดิเรกที่ตัวเองชอบ ทำแล้วมีความสุข หาเตรียม
    ไว้ก่อน เวลาซึมเศร้า จะได้หยิบออกมาใช้ได้เลย ไม่ต้องไปหาอีก เช่น ดูหนัง ฟังเพลง
    เล่นคอมพิวเตอร์ Internet เล่นดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ อ่านหนังสือ ฯลฯ เชื่อว่าต้องมีสัก
    อย่างที่เราชอบบ้าง ลองหาดูครับ
  6. ท่องเที่ยว พยายาม รักษาสมดุลให้ตัวเอง หาเวลาไปท่องเที่ยวให้สม่ำเสมอ แล้วแต่ความ
    พร้อม เช่น อย่างน้อยเดือนละครั้ง เข้าหาธรรมชาติ ทะเล น้ำตก ภูเขา ฯลฯ
  7. กีฬา กีฬา คือยาวิเศษเป็น คำพูดที่ดีมากๆ ลองหาสักอย่าง ที่ตนเองชอบ นอกจากสุขภาพ
    แข็งแรงแล้ว ยังอาจได้เพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีก เล่นไม่ได้ ได้ดูได้ติดตามก็ยังดี เช่น ฟุตบอล
    บาสเกตบอล ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส กอล์ฟ ดำน้ำ ว่ายน้ำ ขึ่ม้า ยิงปืน ฯลฯ
  8. อาหาร รับประทานที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่เป็นประโยชน์แล้วยัง
    เป็นโทษ  เช่น  แอลกฮอล์การได้รับประทานอาหารดีดี อาหารที่ชอบ  ทำให้เกิดความสุข
    ได้เช่นกัน
  9. การนอน คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุด หากมีปัญหา ไม่รู้จะแก้อย่างไร ก็นอนไปก่อน จะหลับ
    หรือไม่หลับก็ช่างมัน พักสมองเตรียมตัวไว้ให้พร้อม วันพรุ่งนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป อะไร
    อะไรอาจดีขึ้นแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้

ข้อมูลจากบทความสุขภาพ โรงพยาบาลพระรามเก้า

Add comment วันศุกร์ 23 มกราคม 2009

ติ่งเนื้อ (Polyp) และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ติ่งเนื้อ (polyp)   เกิดขึ้นอย่างไรและมีความสำคัญอย่างไรจึงต้องพยายามตรวจหา   ทางการ
แพทย์พบว่าติ่งเนื้อ (polyp) นี้เป็นขั้นตอนของขบวนการกลไกการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ยัง
อยู่ในระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือเกือบเป็นมะเร็ง หรือเป็นมะเร็งระยะไม่ลุกลาม (in situ) โดยที่
เยื่อบุผนังภายในลำไส้ใหญ่ (mucosa) เมื่อถูกกระตุ้นด้วยสารพิษที่อยู่ในกากอาหาร ซึ่งมักจะ
มาจากอาหารที่รับประทานอาหารเข้าไปเป็นเวลานานหลายสิบปี   ก็จะเกิดความผิดปกติที่ยีน
(gene)  หรือสารพันธุกรรมจนเกิดการแบ่งตัวที่ผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่  เรียกว่า
การกลายพันธุ์ (mutation) เกิดเป็นเนื้องอกเล็กๆ ขึ้น ซึ่งเนื้องอกนี้ยังไม่ใช่มะเร็ง เป็นระยะก่อน
เป็นมะเร็ง(pre cancerous) ต่อมาเนื้องอกเล็กๆ นี้มีการกลายพันธุ์และแบ่งตัวหลายๆ ครั้งขึ้นจน
มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ   ความผิดปกติของลักษณะเซลล์มีมากขึ้นจนถึงระยะเกือบเป็นมะเร็ง
(severe  dysplasia) ยิ่งมีขนาดใหญ่โอกาสเป็นมะเร็งก็มีสูงขึ้น โดยการเป็นมะเร็งระยะแรกจะ
เกิดที่ผิวของก้อนเนื้องอกเท่านั้นยังไม่ลุกลาม ถึงเส้นเลือดฝอยเล็กๆ และเส้นน้ำเหลือง จึงเรียก
มะเร็งระยะนี้ว่า ระยะไม่ลุกลาม (in situ) และค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นชนิดลุกลาม (invasive
carcinoma) ในที่สุด

เนื้องอกเล็กๆ  นี้จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อยื่นออกมาจาก  ผนังลำไส้ เรียกว่า  polyp  ซึ่งแบ่งเป็น 2
ชนิดคือชนิดมีก้าน  (pedunculated type)  และชนิดไม่มีก้าน (villous type)  ประมาณว่าติ่ง
เนื้อ (polyp) ชนิด มีก้านขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร จะใช้เวลาประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะพัฒนา
ตนเองจนกลายเป็นมะเร็ง ดังนั้นถ้าสามารถตรวจพบติ่งเนื้อนี้ก่อนตั้งแต่ขนาดเล็ก และตัดออกให้
หมดก็จะสามารถตัดวงจรการกลายเป็นมะเร็งได้

การ ตรวจหาติ่งเนื้อ  (polyp)  ที่มีขนาดเล็กประมาณ 1 เซนติเมตรให้แม่นยำนั้น  ปัจจุบันมี 2 วิธี
คือ   การส่องกล้องตลอดความยาวของลำไส้ใหญ่    เรียกว่า   colonoscopy   เมื่อพบติ่งเนื้อ
(polyp) ก็สามารถใช้เครื่องมือตัดออกมาตรวจผลทางพยาธิวิทยาได้    ถ้าผลพยาธิวิทยาแสดง
ว่ายังไม่เป็นมะเร็ง ก็จะแนะนำให้ตรวจซ้ำอีกภายใน 2–3 ปี ถ้าไม่พบติ่งเนื้ออีก ก็ตรวจอีกครั้ง
ภายในทุก 5 ปี ตลอดชีวิต ดังเช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ตรวจโดยการส่องกล้องและตัด
ชิ้นเนื้อออกมาเมื่อพบว่าไม่ใช่มะเร็ง   ท่านก็ปลอดภัย   และช่วยป้องกันไม่ให้ติ่งเนื้อนั้นพัฒนา
ต่อไป

ถ้าผลการตรวจติ่งเนื้อพบว่าเป็นมะเร็งชนิดไม่ลุกลาม (in situ)  และแพทย์ได้ตัดออกมาจนหมด
แล้ว (free margin) ก็จะแนะนำให้มาตรวจซ้ำภายใน 6–12 เดือน  ถ้าไม่พบสิ่งผิดปกติให้ตรวจ
ซ้ำอีกภายใน 2–3 ปี และทุก 5 ปีตลอดชีวิต

แต่ถ้าผลการตรวจทางพยาธิวิทยาของ ติ่งเนื้อเป็นมะเร็งชนิดลุกลาม (invasive carcinoma)
มีโอกาสสูงที่มะเร็งจะกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายนอกลำไส้ใหญ่  ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้
รับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ส่วนนั้นออกโดยวิธีการผ่าตัดแบบ   หวังผลหายขาด  (surgery  with
curative intent)  ซึ่งถ้าผลการตรวจหลังการผ่าตัดเป็นมะเร็งระยะที่ 1 ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาด
ถึง 95% โดยไม่ต้องรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเพิ่มเติม

การ ตรวจหาติ่งเนื้อขนาดเล็กอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT colo-
nography) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติใด ๆ ต้องการมาตรวจคัดกรองเฉย ๆ ข้อเด่นคือ จะ
เห็นทั้งภายในและภายนอกของลำไส้ใหญ่ รวมทั้งอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมดด้วย อีกทั้งยัง
ไม่ต้องถูกสอดกล้องที่มีความยาวกว่า 1 เมตร  เข้าไปทางทวารหนัก  แต่จะใช้การเป่าลมเข้าไป
ทางทวารหนักแทน ข้อด้อยคือ ถ้าบังเอิญพบติ่งเนื้อต้องมาส่องกล้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อตัดติ่งเนื้อ
ออกโดย สรุปแล้ว ปัจจุบันนี้โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก  เป็นสาเหตุการตายอันดับสอง
ของประชากรโลก รองจากมะเร็งปอด  การป้องกันการเกิดโรคที่ดีที่สุดคือ การตรวจหามะเร็งลำ
ไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างสม่ำเสมอ  โดยวิธีการคัดกรองโรค  (screening)  ทุก 5 ปี   ด้วยวิธี
การตรวจลำไส้ใหญ่ตลอดความยาวโดยวิธีส่องกล้อง (colonoscopy) หรือการเอ๊กซเรย์คอม
พิวเตอร์ความเร็วสูง  (CT  colonography  หรือ  virtual  colonoscopy)   เมื่อพบติ่งเนื้อ
(polyp)  จะได้ทำการตัดออกไม่ปล่อยทิ้งเอาไว้จนติ่งเนื้อ (polyp) เจริญเติบโตจนกลายเป็น
มะเร็ง

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงแนวการดำเนินชีวิตร่วมกับการ   คัดกรองมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ
สามารถป้องกันโรคนี้ได้ แต่ถ้าบังเอิญโชคร้ายเป็นโรคมะเร็งนี้ขึ้นมา แพทย์สามารถช่วยท่านได้
ได้มีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวนมากที่รักษาหายขาดและมีชีวิตอยู่เป็นสิบปี แล้ว ดังนั้นอย่าสิ้น
หวังหรือท้อแท้ รีบปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านท่านโดยเร็วที่สุดเพราะยิ่งเป็นน้อย  ยิ่ง
รักษาง่าย โอกาสหายขาดยิ่งสูง

ข้อมูลจากบทความหมอสุรพงศ์ โรงพยาบาลพยาไท

1 comment วันจันทร์ 19 มกราคม 2009

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

กลุ่มที่รับประทานได้แต่ต้องจำกัดปริมาณ

  • อาหารพวกแป้ง ข้าว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง มักโรนี
  • ลดอาหารไขมัน เช่น ขาหมู ข้าวมันไก่ หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ ไขมันมาก ๆ
  • ตลอดจนไขมันจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าว
    โพด น้ำมันมะกอก
  • อาหารสำเร็จรูป  หรืออาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น น้ำตาลเทียม น้ำตาลจาก
    ผลไม้
  • ผักประเภทที่มีแป้งมาก เช่น ฟักทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัว
    ใหญ่ ผลไม้บางชนิด เช่น ฝรั่ง กล้วย เงาะ มะละกอ
  • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์ หรือโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เต้าหู้ ให้รับประทานปกติ
    หลีกเลี่ยงเนื้อติดมัน ไก่ติดหนัง
  • นมจืดพร่องไขมัน ควรหลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง

กลุ่มที่รับประทานได้ไม่จำกัด

  • ผักใบเขียว เช่น ผักกาด ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วงอก

ข้อควรปฎิบัติในการควบคุมอาหาร

  • เลือกรับประทานอาหารโดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้ตามประเภทของอาหาร คือ
    • พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) ประมาณ 50-60%
    • พลังงานจากโปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20%
    • พลังงานจากไขมัน ประมาณ 25%
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินต้องลดปริมาณลง อาจจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทาน
    ห้ามน้ำตาลและของหวานทุกชนิดรวมทั้งอาหารมันและของทอด
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทผักต่าง ๆ หรือเม็ด
    แมงลัก ซึ่งจะช่วยระบายอ่อนๆ
  • อย่ารับประทานอาหารจุกจิกและไม่ตรงเวลา ถ้าพลาดมื้ออาหารไปอาจเกิดน้ำตาลใน
    เลือดต่ำเกินไป
  • รับประทานในปริมาณที่สม่ำเสมอคงที่ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หรือน้อยเกินไปใน
    บางมื้อจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ยาก
  • ผู้ที่เป็นความดันเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรรับประทานอาหารรสเค็มจัด ควรจะ
    ลดอาหารเค็ม
  • ผู้ที่ฉีดอินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาวในตอนเช้า เช่น Insulatard หรือ Monotard ฤทธิ์ยาอยู่
    ได้นาน 24 ชม. และออกฤทธิ์สูงสุดในตอนเย็นหรือกลางคืน อาจต้องจัดแบ่งอาหารเป็น
    4-6 มื้อ โดยเพิ่มอาหารว่างตอนบ่าย และมื้อกลางคืน ควรจัดแบ่งปริมาณให้เหมาะสม
    ไม่ให้บางมื้อมากเกินไป
  • ถึงแม้ระดับน้ำตาลปกติดีแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ

” อาหารเบาหวาน “ ไม่ใช่อาหารที่พิเศษพิสดารอะไร ขอให้ฝึกจนเป็นนิสัย แล้วท่านจะรู้สึกว่าไม่
ใช่ เรื่องยาก ในการควบคุมอาหารผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานอาหารเหมือนคนธรรมดาทั่ว
ไป เพียง แต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในชนิดและปริมาณของอาหารเท่านั้น

กลุ่มอาหารที่ห้ามรับประทาน

  • น้ำตาลทุกชนิดรวมทั้งน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม้
  • ขนมหวานและขนมเชื่อมต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดช่อง ฯลฯ
  • ผลไม้กวน เช่น มะม่วงกวน ทุเรียนกวน สับปะรดกวน ฯลฯ
  • น้ำหวานต่าง ๆ น้ำผลไม้ ยกเว้น น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ เครื่องดื่ม
    ที่มีน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ (ถ้าดื่มกาแฟควรดื่มกาแฟดำไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือ
    ครีมเทียม แต่สามารถใช้น้ำตาลเทียมได้บ้าง)
  • ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน องุ่น ลำใย มะม่วงสุก ขนุน ละมุด น้อยหน่า ลิ้นจี่ อ้อย
    สับปะรด ผลไม้แช่อิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล
  • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแป้งทอดต่างๆ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก
    ข้าวเม่าทอด

ข้อมูลจากเบาหวาน… เรื่องน่ารู้  โรงพยาบาลรามคำแหง

1 comment วันศุกร์ 16 มกราคม 2009

ทำไม…ต้องรักษาเบาหวาน

เบาหวานต้องการการรักษาเพราะ

  • อาการ อาการที่เกิดขึ้นจากระดับน้ำตาลในเลือดสูง คือ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย ดื่มน้ำ
    มาก, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, น้ำหนักตัวลดลง
  • โรค แทรกซ้อน ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูง แล้วไม่มีอันตราย ก็คงไม่ต้องรักษา แต่การ
    ที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นานๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดนำไปสู่
  • โรคแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น โรคตา, โรคไต, ปลายประสาท ซึ่งเป็นความเจ็บป่วยที่ตามมา

สรุป เบาหวาน เป็นโรคที่ต้องการ การรักษาที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง (ประกอบด้วยการควบคุม
อาหาร, การออกกำลังกาย, ยา)

ทำไม…ต้องรับประทานทุกวันสม่ำเสมอ และสัมพันธ์กับมื้ออาหาร
ในคนไข้ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลด้วยการคุมอาหารอย่างเดียว จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย
ยารักษาโรคเบาหวาน ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่ออกฤทธิ์วันต่อวัน ถ้ารับประทานไม่สม่ำเสมอ วันที่
ไม่ได้รับประทานยา ก็อาจจะมีระดับน้ำตาลสูงขึ้นมาได้

ทำไม…ต้องควบคุมอาหารร่วมด้วย ทั้งๆ ที่รับประทานยาแล้ว
คนปกติจะมีการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน สัมพันธ์กับระดับน้ำตาลที่เปลี่ยนแปลงในเลือด แต่ใน
คนไข้เบาหวาน กลไกนี้มีความบกพร่องหรือออกฤทธิ์ได้ไม่ดี ยาที่รับประทานทุกวันจะมีระดับใน
เลือดใกล้เคียงกัน แต่เราไม่สามารถรับประทานอาหารในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน จนทำให้มีระดับ
น้ำตาลในเลือดใกล้เคียงกันได้ทุกวัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมอาหารร่วมด้วย

ทำไม…ต้องออกกำลังกาย
เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดี และเกิดสมดุลระหว่างการได้พลังงานจากอาหารและการใช้พลังงาน

ทำไม….ต้องพบแพทย์เป็นระยะ
เพื่อตรวจระดับน้ำตาลและปรับขนาดของยา การที่ผู้ป่วยรับประทานยา ขนาดเดียวอยู่ตลอดเวลา
อาจจะไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลขนาดให้สม่ำเสมอได้  ( ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหาร
และความก้าวหน้าของโรค)

ทำไม…ต้องฉีดอินซูลิน
ในคนไข้ที่ได้ยารับประทานเต็มที่แล้ว ไม่ได้ผลในการรักษาเมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าควรใช้
อินซูลิน ไม่ได้หมายความว่า เป็นระยะสุดท้ายของโรคตามที่เข้าใจกันเพราะแพทย์ย่อมคำนึงถึง
ผลดีและผลเสีย ของการใช้อินซูลิน เป็นอย่างดีแล้วในปัจจุบัน วิวัฒนาการเรื่องความสะดวกใน
การใช้อินซูลิน ชนิดพกพาไปมา ได้สะดวกขึ้น ทำให้ปัญหายุ่งยากจากการฉีดอินซูลินลดลงมาก

ข้อมูลจากเบาหวาน… เรื่องน่ารู้  โรงพยาบาลรามคำแหง

2 comments วันจันทร์ 12 มกราคม 2009

Previous Posts


 Feed  RSS

Bookmark and Share

Contact US

Categories

เรื่องล่าสุด

Recent Comments

Alexwebmaster on Youth of the Nation –…
Mike on 37 Stitches – Drowning…
沛廷 on Wembley Stadium
ket on ศรีราชา ซอสพริก เผ็ดมาก ต…
ดูแล้ว on Seven Pounds เจ็ดปอนด์คิด…
niponphoto on All You Need Is Love – T…
s on โรคแพนิค
MyKitty on My Generation – The…
ilias on My Generation – The…
Malicious Intent on ทำไมต้องหลับ

Top Posts

Archives

Surawinn Pati's Facebook profile

Recent Readers

View My Profile View My Profile View My Profile View My Profile View My Profile
Powered by BlogCatalog

Twitter

Dipity

Blogroll

Let’s Go

Flickr Photos

сold flower

cough up the water

lift the food

bite a rope

beans child

More Photos

Meta

Spam Blocked

My Unkymood Punkymood (Unkymoods)


I got this Gogeta Bubs
from TheLordNick.com/Bubs

qrcode

Get your own free Blogoversary button!