โรคไขมันในตับ

วันจันทร์ 2 กุมภาพันธ์ 2009 at 10:22 am ใส่ความเห็น

โรค…ไขมันในตับ ก่อให้เกิดการอักเสบ การอักเสบของตับแบบเช็คร่างกายเจอ แบบไม่มีอาการ
และ ไม่รู้ต้องทำอย่างไรดี
โดย น.พ. ระพีพันธุ์  กัลยาวินัย ผู้เชี่ยวชาญแผนกทางเดินอาหาร และ โรคตับ ร.พ. พระรามเก้า
กระแสการรักสุขภาพ  และ  กลัวว่าจะเจอโรคอะไรที่ไม่รู้ตัว หรือ รู้แล้ว ก็รักษาไม่ทัน  นำมาซึ่ง
การเช็คร่างกาย หรือ แม้แต่บางบริษัทรักพนักงานมาก ก็จะให้เช็คเลือดดูตับกันทุกปีเลยทีเดียว
ข้อสงสัยอันดับแรก ๆ  ก็คือเมื่อเช็คแล้วตับอักเสบเป็นอะไร   อันตรายมั้ย  บางคนเรียกว่าตับอัก
เสบเป็นเพื่อน มีมาอยู่นาน และ ไม่รู้ว่ามีอันตรายไหม หรือ จัดการอย่างไร วันนี้เรามาดูกลุ่มที่เช็ค
เลือดแล้วบังเอิญเจอว่า ตับอักเสบกันดีกว่าครับ ผมจะตั้งเป็นลักษณะถามตอบ ตามคำถามที่พบ
บ่อย หรือ โดนถามบ่อยดังนี้นะครับ

1. พบตับอักเสบโดยบังเอิญ เกิดจากอะไร, ผมไปเช็คร่างกายมาพบเอ็นไซม์ขึ้น แพทย์บอกว่ามี
ตับอักเสบ เกิดจากสาเหตุอะไร ทำอย่างไรดี ?
ตอบ การที่มีเอ็นไซม์ตับสูงขึ้น (SGPT, SGOT) กรณีไม่มีสาเหตุอื่น เกือบทุกคนเกิดจากตับอัก
เสบครับ และอย่างที่ทราบมาก่อนว่าตับอักเสบมักยังไม่มีอาการใด ๆ ให้เรารู้ตัวมาก่อนในระยะ
แรก เมื่อมีอาการก็มักเป็นมากแล้วครับ ประมาณว่าเมื่อตับอักเสบเสียหายไปแล้ว เกินครึ่งจึงจะ
เริ่มมีอาการครับ เกิดตับเราเสียไปแล้ว 49 % ก็เลยยังไม่รู้ตัว ต้องให้เช็คเลือดเจอ แล้ว หมอมา
บอก ก็ไม่เชื่ออีกว่าไม่เป็นไร รอไปนิด เกิดเสียไปครึ่งแล้ว จึงมีภาวะ การทรุดตัว หรือ พบโรคตับ
โดยไม่รู้ตัวกันมากครับ
- พบว่าตับอักเสบส่วนใหญ่มักเป็นแค่ชั่วคราวไม่ต้องตกใจไปครับ สาเหตุที่ตับอักเสบชั่วคราวได้
แก่ เหล้า การกินยาที่มีผลต่อตับ ติดเชื้อเช่นกลุ่มไวรัส ไข้เลือดออก ไข้รากสาด ก็ตับอักเสบได้
ครับ กรณีพบตับอักเสบครั้งแรกอย่าเพิ่งตกใจครับ ให้ตรวจติดตามไปอีกครั้งหนึ่ง  ถ้ายังอักเสบ
ต่อเนื่องควรหาสาเหตุเพิ่มเติมครับ
- ส่วนคนที่หายอักเสบในครั้งที่ 2 ก็อย่าเพิ่งสบายใจ 100 % เพราะมีสาเหตุตับอักเสบบางอย่าง
ที่มีลักษณะหลอกว่าเราหายอักเสบไปพักหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วการอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ ได้แก่
1.1 การอักเสบจากไวรัสซี และไวรัสบีบางอย่าง (กลุ่ม precore mutant และ core promo-
tor) ถ้าเรามีความเสี่ยงต่อการติดต่อไวรัสซี หรือไวรัสบี เช่น เคยใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้นเลือด
เคยรับเลือด เกร็ดเลือด หรือน้ำเหลืองมาก่อน เคยสักยันต์ เคยโดนเข็มไม่สะอาดเตรียมใส่ตุ้มหู
หรือ แลกการใช้ตุ้มหูกับคนอื่น ปัญหาเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ประวัติครอบครัวเป็นโรคตับไม่
ว่าจะมะเร็ง ตับแข็ง หรือ ตับอักเสบ ก็ควรเช็คไวรัสตับอักเสบเพิ่มเติมไปเลยจะดีกว่าครับ (ตรวจ
เลือดที่เรียกว่า HBsAg, Anti HBc, Anti HCV)
1.2 โดนวางยาพิษ ดื่มเหล้า กินยา สมุนไพร อาหารบางอย่างเช่น แกงขี้เหล็กที่ทำไม่สุก ให้ทบ
ทวนดูนะครับ กรณีกินยา แม้กินมานาน ก็อาจมีตับอักเสบได้ครับ ให้นำยาดังกล่าวปรึกษาแพทย์
2. ไปเช็คร่างกายมาพบว่ามีค่าเอ็นไซม์ตับ  SGOT และ SGPT  สูงกว่าปกติ   แพทย์บอกว่ามีการ
อักเสบของตับ แต่ไม่มีไวรัสตับอักเสบทั้งไวรัส บี และ ไวรัสซี เป็นโรคอะไร ต้นเหตุคืออะไร ควร
ตรวจอะไรเพิ่มเติมครับ ?
ตอบ ในปัจจุบันพบว่ามีการตรวจเช็คสุขภาพประจำปี    เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย   รวมทั้งบาง
บริษัทเองก็เป็นห่วงสุขภาพของพนักงานจัดตรวจให้ฟรีเลยก็มี ในการตรวจมักมีการตรวจในส่วน
การทำงานของตับร่วมด้วย เมื่อพบว่ามีค่า SGOT และ SGPT สูงกว่าปกติ เป็นการบ่งบอกว่าคุณมี
ตับอักเสบครับ ถ้าแยกโรคหลัก ๆ ในเมืองไทยออกไป ดังนี้
2.1 แยกภาวะตับอักเสบจากไวรัสบี และ ซีออกก่อนนะครับ กลุ่มนี้จะเป็นมะเร็งตับแทรกซ้อนง่าย
กว่าด้วย
2.2 ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ สารกลุ่มที่มีแอลกอฮอล์
2.3 กินยาที่ทำให้ตับอักเสบ ยาบำรุงบางอย่างทานแล้วเกิดการแพ้แบบตับอักเสบก็มีครับ
2.4 กินอาหารที่มีพิษต่อตับ เช่น เห็ดบางอย่าง แกงขี้เหล็ก ถูกวางยาพิษ ยาเสน่ห์ ก็พบผู้ป่วยตับ
อักเสบจากสาเหตุนี้ โดยไม่รู้ตัวก็พบได้เรื่อย ๆ ครับ
2.5 ไวรัสตับอักเสบฉับพลัน หรือ เรื้อรัง เช่นไวรัส เอ บี ซี ดี อี เอช
2.6 นิ่ว หรือ ฝีในตับ
2.7 มีการติดเชื้อที่มีตับอักเสบชั่วคราว หรือ เรื้อรัง ร่วมด้วย เช่น วัณโรค โรคเอดส์
2.8 พบว่าหลังแยกสาเหตุด้านบนออกไปหมดจากการซักประวัติ และ ตรวจเลือดเพิ่มง่าย ๆ แล้ว
ที่เหลือในคนไทยแทบไม่มีโรคอื่นอีกเลย เพราะโรคแปลก ๆ ไม่ค่อยพบในคนไทย ได้แก่
2.8.1 โรคที่มีเหล็ก ทองแดงในตับ, น้ำย่อยในตับผิดปกติ
2.8.2 ภูมิต้านทานต่อตับตัวเอง พบน้อยมาก
2.8.3 กลุ่มอักเสบไม่หายไปเองจึงมีโอกาสเป็น “โรคตับอักเสบจากไขมัน” โรคนี้มากที่สุด
3. เกิดจากอะไร พบโรคนี้ได้บ่อยมากไหม
ตอบ พบว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่มีการกระจายหรือมีการสะสมไขมันมาที่ตับมากกว่าคนอื่น และ ใน
คนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่ง ก่อให้เกิดการระคายเคืองอักเสบเรื้อรัง (ขณะที่บางคนมีแต่ไขมันไม่มีการอัก
เสบใด ๆ เลย)  ถ้าปล่อยให้อักเสบไปนาน ๆ  คนที่มีโรคนี้  อาจทำให้เกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
ด้วย พบว่าโรคนี้อาจพบเป็นสาเหตุได้บ่อยถึง 60 % ของตับอักเสบเลยถ้าเราแยกโรคที่พบบ่อย
คือตับอักเสบจากสุรา และยาออกไปแล้ว
ประมาณว่าพบโรคนี้ได้บ่อยมาก คือพบได้ร้อยละ 1-4 ของประชากรโลกเลย ยิ่งถ้าอ้วน หรือ
อ้วนเร็วก็พบเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นตามครับ การศึกษาคนอ้วนจนต้องพิจารณาผ่าตัดรักษามีอักเสบ
จากโรคนี้ถึง 26 % ครับ และ พบในชิ้นเนื้อตับในการศึกษาในประชากรประเทศอเมริกาถึง 7-9
%, มักพบในคนวัยกลางคน แต่อาจพบได้ในเด็ก (มักในเด็กอายุมากกว่า 10 ปี) และพบในเพศ
หญิงมากกว่าชาย   (ในเมืองไทยยังไม่มีการศึกษาดูอุบัติการของโรคนี้อย่างจริงจังนัก   ยังไม่
ทราบตัวเลขที่แน่นอน)

4. สาเหตุ และทางแก้ไขสาเหตุโรคนี้ที่อะไรบ้างครับ
ตอบ
หลังแยกสาเหตุการอักเสบทุกอย่างในตับไปแล้ว การพบไขมันในตับแล้วเกิดการอักเสบ
ร่วมด้วย ควรแยกกลุ่มที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบซี เหล้า และ ภาวะทองแดงคั่งในร่างกาย (Wil
son’s Disease) ออกไปก่อน แม้ 2 กลุ่มนี้จะมีไขมันในตับเหมือนกัน แต่การรักษาและการแนะ
นำต่างกันมากส่วนปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดไขมันสะสมในตับอื่น ๆ คือ ภาวะอ้วน ไขมัน
ในเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) (พบในคลอเรสเตอรอลสูง
ด้วย), เบาหวาน และอาจพบในรายที่อดอาหารมาเป็นเวลานาน หรือ ได้รับอาหาร หรือ น้ำตาล
ทางเลือดเป็นเวลานาน   รวมทั้งยาบางอย่าง   (amiodarone, tamoxifen,  perhexilene
maleate, glucocorticoids, ฮอร์โมนเช่น synthetic estrogens และ ยาฆ่าแมลง) ก็ทำ
ให้เกิดไขมันสะสมในตับได้ อย่างไรก็ตามพบว่า เกือบประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่มีไขมันสะ
สมในตับจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงดัง กล่าวข้างต้น
แพทย์บางท่านอาจอธิบายผู้ป่วยเบาหวาน ถึงรายละเอียดคำว่า มีแนวโน้มที่จะมีภาวะที่ร่างกาย
ดื้อต่ออินซูลิน ( Insulin Resistant Syndrome) ซึ่งก็คือผู้ป่วยที่มักจะมีอาการโดยรวมต่อ
ไปนี้ คือ
1. อ้วน
2. เป็นเบาหวาน
3. มีไขมันในเลือดสูง
4. มีความดันโลหิตสูง
จะพบได้มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมคั่งในตับเลยทีเดียว
5. จะมีอาการอย่างไรบ้าง
ตอบ ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการอะไร แต่ในบางรายอาจจะมีอาการปวดแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา
และอาจมีอาการเพลียไม่ค่อยมีแรงทำงานโดยเฉพาะในรายที่มีตับแข็งร่วมด้วยแล้ว ผู้ป่วยอาจมี
ตับโตจนคลำได้แต่มักจะไม่โตมากนัก  ในผู้ป่วยที่มีการอักเสบของตับร่วมด้วยจะมีค่า   SGOT
และ SGPT สูงขึ้นเล็กน้อยจนถึงปานกลาง (ประมาณ 60-120 IU\L)
6. โรคนี้อันตรายไหม
ตอบ เนื่องจากเดิมเราไม่มีความรู้กันด้านโรคตับอักเสบจากไขมันกันครับ เรียกว่าหมอรุ่นก่อน ๆ
ไม่ได้เรียนรู้หรือสอนกันด้านโรคนี้ หรือ ไม่รู้จักโรคนี้กันเลยก็มากครับ ปัจจุบันในช่วง 5 ปีหลังนี้
พอเราศึกษามากขึ้นเราก็มารู้ทีหลัง   ว่าน่าตกใจเพราะเกิดโรคตับแทรกซ้อนได้ครับ  โดยทั่วไป
แล้วส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมในตับ จะมีการดำเนินโรคที่ช้ามาก ตับของผู้ป่วยมักจะยัง
คงทำงานปกติได้ดีอยู่    ไม่ค่อยมีการดำเนินกลายไปเป็นตับแข็ง   แม้อักเสบเป็นเวลาหลายปี
อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยบางรายที่ตับจะมีการอักเสบ มีการทำลายเซลล์ตับไปอย่างต่อเนื่อง ทำ
ให้เกิดผังพืดขึ้นในตับ จนท้ายที่สุดเป็นตับแข็งได้ ถ้าให้ขู่ก็ต้องบอกละครับว่าส่วนใหญ่ดำเนิน
โรคแบบไวรัสตับอักเสบบีเลยที เดียว คือ ตับแข็ง และ มะเร็งครับ
- ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ตับอักเสบดำเนินไปจนเกิดโรคตับ คือ
1. อายุมากว่า 40 ปี
2. มีเบาหวาน
3. มีไขมันในเลือดสูง
4. พบว่ามีผังพืดในตับจากการเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ และ
5. ในผู้ป่วยที่มีค่า SGOT สูงกว่า SGPT ในเลือด ก็อาจจะเป็นตัวช่วยบ่งชี้ว่า มีผังพืดในตับเยอะ
พอสมควร หรือมีตับแข็งแล้ว
- การดำเนินโรคเป็นดังนี้
การอักเสบดีขึ้นเองราว 3 % ยังคงที่อยู่ 54 % และแย่ลง 43 % สรุปคือมีมากกว่าครึ่งที่ตับอักเสบ
อย่างนั้นแต่ไม่ได้แย่ลง แต่มีบางคนแย่ลงจนเกิดภาวะตับแข็งได้ด้วย พบว่าใน 7 ปี เกิดตับแข็ง
ประมาณ 8 – 26 %
- ความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งจะมากขึ้นถ้า เป็นเบาหวานเพศหญิง ในคนอายุมาก
- ผู้ป่วยตับแข็งจะมีอาการ เลือดออกในหลอดอาหาร ขาบวม ท้องโตขึ้น สับสน หรือ ตัวตาเหลือง
ได้ บางรายอาจต้องถึงกับต้องพิจารณาเปลี่ยนตับ หรือ เกิดมะเร็งแทรกซ้อนได้ด้วย และอาจมีโอ

กาสเสียชีวิตจากโรคตับได้ถึงร้อยละ 9 ในเวลา 10 ปี
- แต่ถ้าเอาให้ง่ายเข้า เมื่อรักษาได้ ทำไมต้องเสี่ยงจริงไหมครับ รักษากันดีกว่าครับ

7. ภาวะไขมันสะสมคั่งในตับ ในกรณีเช็คร่างกายพบ แต่ไม่มีการอักเสบ มีอันตรายหรือไม่
ตอบ ไม่ต้องกลัวนะครับ ถ้าพบแต่ไขมันแต่ไม่อักเสบคือมีค่า SGPT ปกติ ถือเป็นคนปกติไม่มีอัน
ตรายใด ๆ
สรุปคือภาวะไขมันสะสมคั่งในตับอาจแบ่งได้เป็น  4   ชนิดโดยแบ่งตามพยาธิสภาพของชิ้น
เนื้อตับดังนี้
1. ชนิดที่มีแต่ไขมันสะสมคั่งในเซลล์ตับอย่างเดียว โดยการตรวจพบในอัลตร้าซาวน์หรือคอม
พิวเตอร์ แต่ไม่มีการอักเสบของตับร่วมด้วย โดยดูจากเลขค่าการอักเสบตับ ที่เรียกว่าค่า SGPT
ปกติดี ภาวะนี้เรียกว่า ไขมันในตับ ไม่เกิดการอักเสบ
2. ชนิดที่มีไขมันสะสมคั่งในเซลล์ตับ ร่วมกับมีการอักเสบของตับเล็กน้อย
ทั้ง 2 ชนิดแรกมักจะปกติ โอกาสเกิดปัญหาภายหลัง นับเป็น สิบ ๆ ปี ก็มักไม่เป็นไร ไม่มีอันตราย
ใด ๆ สรุปคือพบไขมันในตับจากอัลตร้าซาวน์อย่างเดียวแต่ไม่มีการอักเสบใด ๆ โดยดูจากผล
เลือด SGPT ปกติ ก็ไม่ต้องทำอะไร แต่กรณีที่เป็นแบบ
3. ชนิดที่มีไขมันสะสมคั่งในเซลล์ตับ และมีการบวมโตอักเสบของเซลล์ตับร่วมด้วย
4. ชนิดสุดท้าย จะเป็นแบบชนิดที่ 3 แต่นานไป เกิดมีการตายของกลุ่มเซลล์ตับ และอาจเริ่มมีพัง
ผืดในตับ หรือเริ่มตับแข็งร่วมด้วยแล้ว
ในชนิดที่ 3 และ 4 นั้น จะมีการอักเสบค่า SGPT หรืออาจเริ่มตรวจร่างกายพบโรคตับโดย
แพทย์ จะมีการดำเนินโรคจนเกิดตับแข็งหรือมะเร็งได้ ซึ่งต้องรักษาครับ ตามที่แนะนำในคำถาม
ข้อ 6 และ 7 นั่นเองครับ
8. จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้
ตอบ การวินิจฉัยไขมันสะสมในตับทำได้โดย พบตับอักเสบ ร่วมกับ
ตรวจเลือดดูปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด (ซึ่งบางคนไม่มีปัจจัยเสี่ยง) ร่วมกับ
ตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่าไม่มีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อยเช่น ไวรัสตับอักเสบบี, ซี, โรคทองแดงในตับ
หรือ ต้องยืนยันว่าไม่ดื่มเหล้า ยา, สมุนไพรต่าง ๆ เป็นต้น   คือแยกโรคตับอักเสบอื่น ๆ   ออกไป
ก่อน ถ้าสงสัยว่าเป็นไขมันสะสมในตับ การตรวจอัลตราซาวด์ (หรืออาจตรวจด้วยคอมพิวเตอร์
หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดูตับก็วินิจฉัยได้ แต่ราคาแพงกว่า) ดูตับก็สามารถช่วยบ่งบอกได้ในบาง
รายแต่ไม่ทุกรายบางคนการตรวจเหล่านี้เป็น   ปกติก็เป็นโรคนี้ได้และในกรณีที่มีข้อบ่งชี้   (ควร
ลองรักษาก่อนพักหนึ่ง ถ้าไม่ดีขึ้นอาจต้องพิจารณาเจาะตับร่วมด้วย) การเจาะเอาเนื้อตับมาตรวจ
ก็สามารถยืนยันภาวะไขมันสะสมในตับว่าไม่ใช่โรคอื่น และยังสามารถประเมินความรุนแรงของ
โรคได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการพยากรณ์การดำเนินโรคด้วย สุดท้าย บางคนอาจลองรักษาภาวะ
ตับอักเสบจากไขมันดู ถ้าได้ผลอาจไม่จำเป็นต้องไปเจาะตับครับ

9. จะรักษาได้อย่างไร
ตอบ หลักการในการรักษาไขมันสะสมในตับที่สำคัญคือ
- การควบคุมอาหารและลดน้ำหนัก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนอ้วนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน  ซึ่ง
การควบคุมอาหารนั้น ไม่ใช่ควบคุมเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูงแต่จำเป็นต้องควบคุมอาหารที่มีแป้ง
และน้ำตาลสูงร่วมด้วย เพราะการรับประทานแป้งและน้ำตาลมากเกินไปจะมีผลทำให้ไขมันสะสม
อยู่ในตับเพิ่มมากขึ้น (ไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์ สร้างจากแป้งและน้ำตาลได้ด้วย ซึ่งเป็นไขมันที่คั่ง
ในตับคือ โรคนี้เป็นไขมันชนิดนี้ เป็นส่วนใหญ่)
- อาหารกลุ่มไขมันที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไขมัน เนื้อติดมัน คอหมู เครื่องใน หนัง ไข่แดง หอย
ปลาหมึก กุ้งตัวใหญ่ หัวกุ้ง น้ำมันหอย น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ข้าวผัด ผัดขี้เมา กะทิ
เครื่องแกง แกงเขียวหวาน เนย ครีม ไอศกรีม เค๊ก ช๊อคโคแลต
- นอกจากนี้ควรหมั่นออกกำลังกาย  เพื่อช่วยลดน้ำหนัก  ซึ่งการออกกำลังกายภายนอกจากจะมี
ผลดีต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังช่วยละลายไขมันออกจากตับ อย่างไรก็ตามข้อควรระวังในการ
ลดน้ำหนัก คือ ไม่ควรลดลงเร็วเกินไป เกินกว่า 2 ก.ก./เดือน (คือประมาณ 15 %) และไม่ควรลด
น้ำหนักด้วยการลดอาหาร การลดน้ำหนักลงเร็วเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะตับอักเสบรุน
แรง และอาจเกิดตับวายได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไขมันในเลือดสูงก็ควรจะรักษาควบคุมระดับไขมันให้
อยู่ในเกณฑ์ปกติ  เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ควร   ควบคุมรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ใน
เกณฑ์ปกติ ส่วนยาที่ใช้รักษาไขมันสะสมในตับ ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน
ขั้นตอนของการศึกษา
ในปัจจุบันยาที่จัดว่ามีข้อมูลการศึกษาพอควร คือ
1. ยา กระตุ้นให้ insulin ทำงานดีขึ้น (Insulin sensitizing agent) ได้แก่ยา เบาหวานกลุ่ม
Metformin, และยากลุ่ม  Thiazolidinediones (ผลทั้งกระตุ้นระบบ insulin PPAR และลด
การอักเสบผ่านสารที่เรียกว่า cytokine)ได้แก่ troglitazone, pioglitazone, rosiglitazone
2. ยาลดไขมัน พบว่าได้ผล ไม่แน่นอน บางคนก็ดีขึ้น บางคนก็ลดเฉพาะไขมัน ตับยังอักเสบ แต่
ส่วนใหญ่เมื่อดูผลชิ้นเนื้อด้วย ยังไม่สามารถลดการอักเสบในชิ้นเนื้อตับได้ชัดเจนนักครับ
3. Ursodeoxycholic Acid UDCA ซึ่งเป็นเกลือของกรดน้ำดี ซึ่งมีข้อมูลบ่งว่า UDCA อาจ
ช่วยลดการอักเสบของตับและทำให้การทำงานของตับดีขึ้น ขนาดที่ใช้ในการรักษาคือ 12-15
มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งต้องรับประทานระยะยาว เป็นเวลาประมาณ1 ปี
4. วิตามินอี ซึ่งจัดเป็น anti-oxidative stress อันเป็นกลไกที่สำคัญของการเกิดตับอักเสบ
และการตายของเซลล์ตับ ก็เป็นยาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งมีการศึกษาบ่งชี้ว่า อาจจะมีประโยชน์ในการรัก
ษาตับอักเสบจากไขมันสะสมในตับ โดยเป็นการศึกษาในเด็ก แต่รับประทานในขนาดสูงมากคือ
800-1,600 มิลลิกรัมต่อวัน
5. Silymarin เป็นยาที่สกัดมาจากดอก Milk Thrisld (จาก สก็อตแลนด์) มีฤทธิ์เป็น anti-
oxidative stress เช่นกัน และอาจช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินลงได้ โดยควรใช้ขนาดสูงเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีการศึกษายาตัวใหม่ๆ อีกหลายตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม anti-oxidative
stress ซึ่งคงมียาใหม่ ๆ ที่ได้ผลในอนาคตมากกว่านี้
6. ในรายที่ตับแข็ง หรือ ตับวายต้องรักษาตับแข็ง ร่วมด้วย และพิจารณาเปลี่ยนตับด้วย ให้อ่าน
เพิ่มในหัวข้อตับแข็ง และ การเปลี่ยนตับครับ
7. เริ่มมีข้อมูลที่ใช้สารป้องกัน และ รักษาอนุมูลอิสระเพิ่ม สารต้านการทำลายตัวเอง (Anti-
oxidant)
8. ยา Probucol ดูแล้ว นอกจากลดไขมันได้ดีแล้ว ยานี้สามารถลดอนุมูลอิสระได้ด้วย พบว่าได้
ผลทั้งลดไขมันและ ลดตับอักเสบจากภาวะนี้ได้ดีครับ คงต้องรอการศึกษายืนยันมากขึ้นครับ ดู
แล้วน่าสนใจดีครับ
สรุปแล้วภาวะตับอักเสบแบบไม่มีอาการ (หรือบางคนปล่อยไปจนตับแข็งไปแล้ว) อย่าปล่อยไว้
เมื่อเรารักษาได้  และ  ไม่ต้องเสี่ยงจากโรคตับเพิ่มขึ้น  จะปลอดภัยกว่าครับ  ปรึกษากับแพทย์
ประจำตัวคุณดูครับ

ข้อมูลจากบทความสุขภาพ โรงพยาบาลพระรามเก้า

About these ads

Entry filed under: Health. Tags: , , , , , , .

มิโซ เปรี้ยว ความยิ่งใหญ่สี่ชนิดในจักรวาล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


 Feed  RSS

Bookmark and Share

Contact US

Surawinn Pati's Facebook profile

Recent Readers

View My Profile View My Profile View My Profile View My Profile View My Profile

Twitter

Dipity

Let’s Go

My Unkymood Punkymood (Unkymoods)


I got this Gogeta Bubs
from TheLordNick.com/Bubs

qrcode

Get your own free Blogoversary button!


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: