โรคหลอดเลือดหัวใจ

วันจันทร์ 24 พฤศจิกายน 2008 at 8:00 am 1 comment

โรค หลอดเลือดหัวใจ  เป็นโรคในกลุ่มโรคหัวใจที่มีอัตราความชุกสูง เป็นสาเหตุการตายอันดับ
หนึ่งในประเทศตะวันตกหรือในประเทศที่พัฒนาแล้ว สำหรับในประเทศไทย ตามสถิติของกระ
ทรวงสาธารณสุขในปี2544 ระบุว่าโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับที่สามรองจากกลุ่มโรคมะเร็ง
และ อุบัติเหตุ คร่าชีวิตคนไทยไปประมาณ 25,000-30,000 คน หรือคนไทย 1 ใน 5 จะเสีย
ชีวิตด้วยโรคหัวใจ
อาการเช่นไรที่ให้สงสัยได้ว่าเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด

  1. เจ็บ แน่นหน้าอก เหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บอาจร้าวไปที่แขน คอ หลัง หรือ
    ขากรรไกร อาจเกิดอาการขณะออกกำลังกาย หรือตื่นเต้น และหายไปเมื่อพัก
  2. เหงื่อแตก คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือหายใจไม่อิ่ม, เหนื่อย อาการดีขึ้นเมื่อได้รับยาอม
    ใต้ลิ้นเพื่อขยายหลอดเลือด 1 เม็ดทุก ๆ 5 นาที แต่หากได้รับยาอมใต้ลิ้น 1 เม็ด อาการ
    ไม่ดีขึ้นใน 15-20 นาที ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที เพราะหากไม่มีเลือดไป
    เลี้ยงเป็นเวลานานจนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นตายไป อาจเกิดภาวะหัวใจวายได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. การ ตรวจสมรรถภาพของหัวใจ
    การเดินสายพานและวัดการเปลี่ยนแปลงของกราฟไฟฟ้าหัวใจ
    การฉีดสีเพื่อดูหลอดเลือดใดตีบตีบมากหรือน้อยซึ่งมีประโยชน์ต่อการรักษา
    การกระตุ้นให้หัวใจทำงานมากขึ้น: การขี่จักรยาน การฉีดยา
    การฉีดสารกัมมันตรังสี และ การทำอัลตร้าซาวนด์ (Ultrasound)
    การตรวจ X-ray computer : CT และ MRI
  2. การตรวจไขมันในเลือด
    การวัดระดับคอเลสเตอรอล (C) ทั้งหมด
    ไตรกลีเซอไรด์ (TG)
    อนุภาคเชิงซ้อนของไขมันกับโปรตีนชนิด HDL (ไขมันชนิดดี) และ LDL
    (ไขมันชนิดเลว)

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้ คือ
    1.1 ภาวะไขมันในเลือดสูง
    1.2 โรคอ้วนและการรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง
    1.3 ความเครียด
    1.4 ภาวะขาดการออกกำลังกาย
    1.5 โรคเบาหวาน
    1.6 ความดันเลือดสูง
    1.7 การสูบบุหรี่
  2. ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
    2.1 กรรมพันธุ์-ถ้าในครอบครัวมี พ่อ-แม่ หรือญาติสายตรงมีประวัติป่วยด้วยโรคนี้โดย
    เฉพาะอย่างยิ่ง         โรคพันธุกรรมที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง จะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะ
    เป็นโรคนี้เช่นกัน
    2.2  เพศ: เพศชาย มีอัตราเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง
    2.3  อายุ: เพศชายส่วนใหญ่อายุ >45 ปี, เพศหญิงอายุ >55 ปี

การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบสัมพันธ์กับพฤติกรรม การดำเนินชีวิตอย่างมาก ดังนั้น คนที่มี
อายุมาก หรือผู้ป่วย จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต หลีกเลี่ยงหรือหยุดปัจจัยเสี่ยง
เพื่อลดอัตราเสี่ยง  หรือชลอการดำเนินของโรค

การตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

  1. ภาวะที่มีการเพิ่มของคอเลสเตอรอล (cholesterol) โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลใน
    อนุภาคเชิงซ้อนของไขมันและโปรตีนที่เรียกว่า ลิโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ ที่รู้จัก
    ดีในชื่อ LDL (low density lipoprotein) หรือบางคนเรียกว่า ไขมันชนิดเลว ทำให้
    เกิดการสะสมของกลุ่มไขมัน แคลเซียม และเซลล์ต่าง ๆ ที่ผนังของหลอดเลือดส่งผลให้
    โครงสร้างของผนังด้านในของหลอดเลือดบาดเจ็บ
  2. ในสภาวะที่ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระ (free radical) หรืออนุพันธ์ของออกซิเจนที่ว่องไว
    (reactive oxygen species, ROS) เพิ่มมากขึ้น แต่มีสารต้านลดลง อนุพันธ์เหล่านี้จะ
    ออกซิไดส์ LDL ทำให้โมเลกุลเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็น oxidized LDL ซึ่งจะยิ่งเข้า
    มาสะสมที่ผนังด้านในของหลอดเลือดที่บาดเจ็บได้ดีขึ้น มากขึ้น
  3. การสะสมของ oxidized LDL จะกระตุ้นให้ เม็ดเลือดขาวชนิดแมโครเฟจ (macro
    phage) พัฒนาและเคลื่อนที่เข้ามาจับกิน LDL ได้โดยไม่จำกัดจำนวน กลายเป็นเซลล์ที่
    มีไขมันสะสมอยู่เต็มเซลล์เรียกว่า โฟมเซลล์ (foam cell) เม็ดเลือดขาวเหล่านี้เป็นตัว
    กระตุ้นให้มีการสร้าง ROS เพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้มี oxidized LDL มากขึ้น
  4. โฟมเซลล์และไขมันจากเซลล์ที่แตกจะสะสมรวมกลุ่มในผนังหลอดเลือด และมี
    กระบวนการเหมือนการอักเสบตามมา เกิดการสร้างเส้นใยเพื่อการสมานต่าง ๆ จนเกิด
    เป็นคราบไขมันทับถมที่เรียกว่า พลาก ทำให้รูหลอดเลือดแคบลง และเกิดหลอดเลือด
    ตีบตามมาได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพลากนั้นแตกออกและเกิดการ กระตุ้นการสร้าง
    ลิ่มเลือด

มีการวิจัยศึกษาพบว่า ในภาวะที่มี ความเครียด โกรธ ความดันเลือดสูง หรือการได้รับอาหารที่มี
ไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ภาวะอ้วน โรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ จะทำให้มี ROS เพิ่มขึ้น ส่งผล
ให้ระดับ LDL และ oxidized LDL เพิ่มขึ้น ผนังหลอดเลือดบาดเจ็บง่ายขึ้น จึงเกิดพลากในผนัง
หลอดเลือดตามมาได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันการลดความเครียด การเลิกสูบบุหรี่ การออกกำลัง
กายเพิ่มขึ้น และดื่มไวน์เล็กน้อย จะช่วยให้มีระดับอนุภาคเชิงซ้อนของไขมันและโปรตีนชนิด
ความหนาแน่นสูง หรือที่เรียกว่า HDL (high density lipoprotein) เพิ่มขึ้น ซึ่งจัดเป็นไขมัน
ชนิดดี ถูกออกซิไดส์ได้ยากกว่า LDL หากมีระดับ HDL ในเลือดสูงพบว่าจะลด หรือช่วยป้องกัน
การเกิดพลาดได้

อาหารที่ควรรับประทาน

อาหาร และสมดุลของสารอาหารหลัก อันได้แก่ ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีทั้งสาร
อาหารทั้งที่ดี และไม่ดีต่อร่างกาย มีทั้งคุณและโทษ และมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคหลอด
เลือดหัวใจ ดังนี้

  • ไขมันมีหน้าที่หลักในการให้พลังงานและเป็นส่วนประกอบของเยื่อเซลล์
    คอเลสเตอรอล
    มีบทบาทช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์เสถียร โดยปกติร่างกายสามารถสร้างคอ
    เลสเตอรอลได้เองที่ตับและลำไส้เล็ก ในผู้ใหญ่จึงไม่ควรจะรับประทานเกินวันละ
    300 มก. ซึ่งจะมีมากในอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ และไข่แดง พบว่าไข่ไก่
    1 ฟองมีคอเลสเตอรอลประมาณ 400 มก. ในขณะที่อาหารจากพืชจะไม่มีคอเลสเตอ
    รอลกรดไขมัน แบ่งได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ กรดไขมันอิ่มตัว  และกรดไขมันไม่อิ่มตัว
    กรดไขมันอิ่มตัวจัดเป็นไขมันที่ไม่ดี พบมากในน้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว เนื้อสัตว์ที่ติดมัน
    มาก สำหรับกรดไขมันที่ดีนั้นในอดีตนักโภชนาการจะแนะนำให้รับประทาน กรดไขมันไม่
    อิ่มตัวชนิดพอลี  เนื่องจากช่วยลดคอเลสเตอรอล แต่สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ
    ตีบควรหลีกเลียงการใช้น้ำมันในการทำอาหาร และหากจำเป็นต้องใช้ ควรเลือกใช้น้ำมัน
    ที่เหมาะสม
  • คาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่สำคัญในการให้พลังงาน แต่หากได้รับมากเกินความต้อง
    การ ร่างกายคนเราก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปเป็นสารจำพวกไขมันได้ ผู้ป่วยโรคหลอด
    เลือดหัวใจจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีดัชนีค่าน้ำตาลสูง ได้แก่ ขนมปังขาว ข้าวเหนียว
    พาสต้า หรือผลไม้จำพวก ทุเรียน ลำไย เป็นต้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีค่า
    น้ำตาลต่ำ เช่น วุ้นเส้น เส้นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ต่างๆ สปาเกตตี้ มักกะโรนี ส้ม กล้วย มะละ
    กอ พุทรา น้อยหน่า หรืออาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตแบบเส้นใยสูงที่จะช่วยลดการ ดูดซึม
    ไขมัน ได้แก่ ข้าวโพดอ่อน ถั่วฝักยาว แครอท ถั่วแระ ถั่วเขียว แอปเปิ้ล ฝรั่ง องุ่น
    อาหารซีรีลชนิดแบรน ข้าวโพดต้ม ขนมปังโฮลวีท เป็นต้น ยิ่งไปกว่านี้อาหารเหล่านี้ยัง
    อุดมไปด้วยสารต้านการออกซิไดส์ทั้งวิตามินอี วิตามินซี แคโรทีน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น
  • โปรตีน คนปกติควรได้รับโปรตีนจากอาหารไม่ต่ำกว่า 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล
    กรัม/วันจึงจะไม่ทำให้ขาดโปรตีน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีปัญหาไขมันในเลือดสูง
    ต้องลดโปรตีนจากเนื้อ สัตว์ที่ติดมันเพราะมีไขมันอิ่มตัวสูงแต่ควรรับประทานโปรตีนจาก
    ปลาซึ่งจัด ว่าเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพแทน โดยเฉพาะปลาทะเลซึ่งจะมีกรดไขมัน ome
    ga-3 ที่จำเป็น และโปรตีนจากพืชผักต่างๆ ข้อที่ควรคำนึงคือโปรตีนจากพืชจะมีกรดอะ
    มิโนจำเป็นไม่ครบ ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหารโปรตีนจากแหล่งต่างๆ กัน เพื่อให้ได้
    กรดอะมิโนครบถ้วน

สัดส่วนของสารอาหารหลักที่เหมาะสมที่แนะนำในปัจจุบัน คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีค่าน้ำตาล
ต่ำร้อยละ 50 โปรตีนชนิดดีร้อยละ 20-25 และไขมันชนิดดีร้อยละ 20-25 ชนิดของอาหารที่
ควรรับประทาน และควรหลีกเลี่ยงดังแสดงสรุป

การรักษา การป้องกัน และการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

วิธีการรักษาและป้องกัน
ใน ปัจจุบันศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยมีวิธีการรักษาโรคหลอด
เลือดหัวใจที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เป็นที่ยอมรับ และสามารถลดอัตราการตายของ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ2วิธีที่สำคัญคือการใช้ ยาเพื่อผลการรักษาดังต่อไปนี้

  • การป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด
  • การละลายลิ่มเลือด
  • การลดระดับไขมัน

การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในการรักษาได้แก่

  • การใช้บอลลูนเพื่อขยายจุดตีบ
  • การใส่โครงตาข่ายหรือตระแกรง (stent) ที่เคลือบยาเพื่อถ่างขยายหลอดเลือด
  • การใช้เครื่องมือกรอส่วนที่ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ
  • การผ่าตัดต่อเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งสามารถบรรเทาอาการ และช่วยเหลือให้พ้น ระยะ
    ที่คุกคามชีวิต

โปรแกรมการฟื้นฟูและรักษาผู้ป่วยโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิต

ถึงแม้ว่าวิธีการรักษาดังกล่าวข้างต้นจะเป็นวิธีการที่ มีประสิทธิภาพในปัจจุบัน แต่หาก ผู้ป่วย
ไม่ควบคุมดูแลตนเองให้ถูกต้องหรือไม่ผ่อนคลายความเครียด หลอดเลือดอาจกลับมาตีบซ้ำ
ใหม่ จากปัญหาดังกล่าวทำให้ Dr Deam Ornish จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทำ
การวิจัยศึกษาถึงการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ
ดำรงชีวิตของผู้ป่วยอย่างเข้มงวด 5 วิธี คือ

  1. การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเฉพาะคอเลสเตอรอล และเน้นการบริโภคผักและ
    ผลไม้สด
  2. การหยุดสูบบุหรี่
  3. การผ่อนคลายความเครียด
  4. การออกกำลังกายแบบแอโรบิค
  5. การจัดกลุ่มให้ความช่วยเหลือและกำลังใจ

จากการศึกษาติดตามเป็นเวลา 1 และ 5 ปี พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมสามารถลดระดับไขมัน
ในเลือด และลดอัตราการตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยไม่ต้อง
รับประทานยาลดไขมันการรักษาแบบอื่น

ข้อมูลจากบทความสาระความรู้สำหรับประชาชน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

About these ads

Entry filed under: Health. Tags: , , , , , , .

น้ำพรุนผสมน้ำองุ่น 100% ตราทิปโก้ ไหว้อาม่าที่สุสาน ครั้งแรก รอบสามปี

1 ความเห็น Add your own

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


 Feed  RSS

Bookmark and Share

Contact US

Surawinn Pati's Facebook profile

Recent Readers

View My Profile View My Profile View My Profile View My Profile View My Profile

Twitter

Dipity

Let’s Go

My Unkymood Punkymood (Unkymoods)


I got this Gogeta Bubs
from TheLordNick.com/Bubs

qrcode

Get your own free Blogoversary button!


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: